
ผู้ว่าแบงก์ชาติยืนยันไทยยังไม่เผชิญภาวะ Stagflation
5 พฤษภาคม 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
ผู้ว่า ธปท. ยืนยันว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation เพราะเงินเฟ้อไม่น่าจะสูงยืดเยื้อ และยังไม่พบสัญญาณการจ้างงานลดลง ช่วยหนุนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจโดยรวม
-
แม้ภาพมหภาคยังไม่น่ากังวล แต่ภาค SME โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารยังลำบากจากกำลังซื้อที่หดตัวและค่าครองชีพที่สูง ทำให้บริหารต้นทุนและกระแสเงินสดยาก
-
สมาคมภัตตาคารไทยเรียกร้องให้รัฐออกมาตรการช่วยเหลือทั้งระยะสั้นและยาว เพื่อประคับประคองธุรกิจร้านอาหารและ SME อื่นให้รอดจากวิกฤตปัจจุบัน
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation เนื่องจาก อัตราเงินเฟ้อ ไม่น่าจะสูงต่อเนื่องยาวนาน และยังไม่พบสัญญาณ การจ้างงาน ลดลง การยืนยันนี้ช่วยคลายความกังวลของ ภาคธุรกิจ และหนุน ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ภาค SME โดยเฉพาะ ธุรกิจร้านอาหาร ยังคงเผชิญความท้าทายจาก กำลังซื้อที่ลดลง และ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้ สมาคมภัตตาคารไทย เรียกร้องมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตอกย้ำถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยล่าสุด โดยยืนยันว่าประเทศไทยยังไม่น่าจะเผชิญกับภาวะ Stagflation ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกับมี อัตราเงินเฟ้อ สูงต่อเนื่อง การประกาศครั้งนี้มีขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับ ภาคธุรกิจ และนักลงทุนท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น
เหตุผลหลักที่ผู้ว่า ธปท. ชี้แจงคือ อัตราเงินเฟ้อ ที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบันนั้นคาดว่าจะไม่ต่อเนื่องยาวนานจนส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งแตกต่างจากนิยามของ Stagflation ที่ต้องการให้ เงินเฟ้อ อยู่ในระดับสูงอย่างยืดเยื้อ นอกจากนี้ ที่สำคัญคือยังไม่พบสัญญาณการลดลงของ การจ้างงาน ในภาพรวม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่งของภาวะ Stagflation สัญญาณเหล่านี้บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยยังมีกลไกในการปรับตัวและฟื้นตัวได้ในระดับหนึ่ง
การยืนยันจากหน่วยงานหลักที่ดูแลนโยบายการเงินของประเทศเช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ย่อมส่งผลดีต่อ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดยรวมของประเทศ การคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะ Stagflation จะช่วยให้นักลงทุนและ ภาคธุรกิจ มีความมั่นใจในการวางแผนการลงทุนและการดำเนินงานมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมเศรษฐกิจระดับมหภาคจะยังไม่เข้าสู่ภาวะที่น่ากังวล แต่ ภาค SME บางส่วนยังคงเผชิญกับความท้าทายที่หนักหน่วง โดยเฉพาะ ธุรกิจร้านอาหาร ที่ต้องรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อน แรงกดดันจาก กำลังซื้อที่ลดลง ของประชาชนผนวกกับ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้กลับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ส่งผลให้การบริหารจัดการกระแสเงินสดและผลกำไรเป็นไปอย่างยากลำบาก
สมาคมภัตตาคารไทยเรียกร้องรัฐเร่งออกมาตรการช่วย SME ฝ่าวิกฤตต้นทุนพุ่ง
จากสถานการณ์ดังกล่าว สมาคมภัตตาคารไทย จึงได้ออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งพิจารณาออกมาตรการบรรเทาผลกระทบระยะสั้นและระยะยาว เพื่อประคับประคอง ภาคธุรกิจร้านอาหาร และ SME อื่นๆ ให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการหลายรายอาจจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ เช่น การ ลดโอที ของพนักงาน หรือแม้แต่การ หยุดจ้างงานใหม่ เพื่อลดภาระต้นทุน ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในระดับรากหญ้าแม้เศรษฐกิจมหภาคจะยังคงมีเสถียรภาพ
ดังนั้น การบริหารจัดการนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐจึงยังคงต้องดำเนินไปอย่างระมัดระวังและปรับให้เข้ากับสถานการณ์ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อ ภาค SME และประชาชนอย่างรอบด้าน การพิจารณามาตรการสนับสนุนที่ตรงจุดและทันท่วงทีจะเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และกระจายผลดีไปสู่ทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง






