เปิดโมเดล EECiti เมกะโปรเจกต์แห่งทศวรรษ 5.3 แสนล้าน

เปิดโมเดล EECiti เมกะโปรเจกต์แห่งทศวรรษ 5.3 แสนล้าน

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ "ศูนย์ธุรกิจอีอีซีและเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ" (EECiti) ตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เสนอในการประชุมครั้งที่ 4/2566 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2566

การเกิดขึ้นของโครงการมูลค่ามหาศาลกว่า 5.3 แสนล้านบาทนี้ จะใช้พื้นที่ขนาด 5,795 ไร่ จากพื้นที่โครงการทั้งหมดประมาณ 14,619 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

แผนพัฒนาที่ดินและงบประมาณ

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดินของ ส.ป.ก. ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการบางส่วนแล้ว โดยพื้นที่ที่จ่ายค่าชดเชยแล้วประมาณ 2,483 ไร่ คิดเป็นเงิน 1,499 ล้านบาท และยังมีพื้นที่คงเหลือที่ต้องจ่ายค่าชดเชยอีกประมาณ 3,312 ไร่ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,500 ล้านบาท รวมงบประมาณค่าชดเชยทั้งสิ้นประมาณ 3,999.80 ล้านบาท

พื้นที่ที่ได้รับการจ่ายค่าชดเชยแล้วจะใช้สำหรับการพัฒนาย่านศูนย์กลางการเงิน ย่านสำนักงานภูมิภาค ธุรกิจศูนย์การแพทย์แม่นยำ และการแพทย์เพื่ออนาคต สถานที่ราชการ ที่อยู่อาศัย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคจำเป็น

การบริหารจัดการพื้นที่โครงการ

สกพอ. ได้เข้าไปดูแลบริหารจัดการที่ดินตามระเบียบ สกพอ. ว่าด้วยการรื้อถอนและทำลายสิ่งปลูกสร้าง พืชผลอาสินหรือสิ่งอื่นใด เพื่อเข้าใช้ประโยชน์ที่ดินของ ส.ป.ก. พ.ศ. 2565 มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดในบริเวณจุดเสี่ยงและทางเข้าออกที่สำคัญ ติดป้ายประกาศเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ทราบว่า สกพอ. ได้เข้าครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ตามกฎหมายแล้ว ตลอดจนการลงตรวจสอบพื้นที่และทรัพย์สินรายสัปดาห์เพื่อป้องกันการรุกล้ำและการเกิดไฟไหม้

โดยก่อนหน้านี้สกพอ. ได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประชาชน และชุมชนที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมโรงเรียนเทศบาล 1 จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2566 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 150 คน ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่น นายกเทศมนตรีตำบลห้วยใหญ่ ผู้แทนสถานีตำรวจภูธรห้วยใหญ่ ผู้แทนสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชลบุรี กำนันตำบลห้วยใหญ่ ผู้แทนกรมโยธาธิการและผังเมือง ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ โดยผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดเห็นด้วยกับการจัดตั้งโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC

ความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) รับเป็นหน่วยงานรับผิดชอบการดำเนินโครงการก่อสร้างวางท่อขยายเขตจำหน่ายน้ำให้แก่โครงการ ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยใช้งบประมาณเหลือจ่ายจากงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566

กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทรับเป็นหน่วยงานรับผิดชอบโครงการศึกษาสำรวจ ออกแบบโครงข่ายถนนภายนอกและภายในโครงการ โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อดำเนินการโครงการดังกล่าวแล้ว จำนวน 60 ล้านบาท

มูลค่าการลงทุนและประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

โครงการนี้จะมีมูลค่าการลงทุนในพื้นที่โครงการ 5,795 ไร่ รวมประมาณ 534,985 ล้านบาท (จากพื้นที่โครงการรวม 14,619 ไร่ รวมประมาณ 1.34 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (ภายใน 10 ปี) และสร้างพลังทางเศรษฐกิจให้ประเทศหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

โครงการจะสร้างงานทางตรงไม่น้อยกว่า 50,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2575 เน้นแรงงานทักษะสูงที่มีรายได้สูง มีธุรกิจและบริการมาตรฐานสากล รวมถึงวิสาหกิจเริ่มต้น (Start-up) ประมาณ 150-300 กิจการ

รูปแบบเมืองอัจฉริยะและการยกระดับคุณภาพชีวิต

โครงการระยะที่ 1 จะรองรับประชากรได้ประมาณ 100,000 คน ภายในปี 2575 รวมทั้งคนในพื้นที่ดั้งเดิม เป็นเมืองที่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ดี ทันสมัยเป็นสากล สะดวกสบาย ปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวันสำหรับประชาชนทุกคน โดยการพัฒนาโครงการจะไม่เพิ่มปัญหาและไม่แข่งขันกับเมืองเดิม

เมืองใหม่นี้จะมีระบบโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายคมนาคมอัจฉริยะที่สะดวกรวดเร็ว มีระบบสาธารณูปโภคและระบบสาธารณูปการที่ครบถ้วน มีประสิทธิภาพและเพียงพอ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต มีที่อยู่อาศัยคุณภาพชั้นดีสำหรับคนในพื้นที่ และมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาในพื้นที่จำนวนมาก เช่น เทคโนโลยีดิจิทัล เทคโนโลยีการแพทย์ และเทคโนโลยีการกีฬา

อุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 ด้านที่รองรับ

การพัฒนาเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ: ศูนย์ธุรกิจอีอีซีและเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะนี้ จะรองรับการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนการพัฒนา 12 อุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ได้แก่

1.    ยานยนต์สมัยใหม่
2.    อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
3.    การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
4.    การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ
5.    การแปรรูปอาหาร
6.    หุ่นยนต์
7.    การบินและโลจิสติกส์
8.    เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ
9.    ดิจิทัล
10.  การแพทย์และสุขภาพครบวงจร
11.  การป้องกันประเทศ
12.  การพัฒนาบุคลากรและการศึกษา

EECiti ไม่เพียงเป็นเพียงเมกะโปรเจกต์ที่มีมูลค่าการลงทุนมหาศาล แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ EEC สู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและนวัตกรรมระดับภูมิภาค เมื่อโครงการเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ไม่เพียงแต่จะสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นโมเดลต้นแบบของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่ผสานความทันสมัยกับความยั่งยืน

การดำเนินโครงการในระยะต่อไปจะเป็นบททดสอบสำคัญว่า ประเทศไทยจะสามารถยกระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกันได้หรือไม่ ด้วยเม็ดเงินลงทุนและวิสัยทัศน์ที่วางไว้ EECiti อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับโฉมประเทศไทยในทศวรรษหน้า รองรับทั้งการเติบโตและความท้าทายที่กำลังจะมาถึง เป็นโครงการที่ทุกภาคส่วนควรติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป