
ผู้นำแบบโค้ช: สร้างทีมแกร่งสู่ความสำเร็จยั่งยืน
23 กรกฎาคม 2568
ในโลกการทำงานปัจจุบันที่เน้นการพัฒนาและศักยภาพของบุคลากร "หัวหน้างานแบบโค้ช" ได้กลายเป็นบทบาทสำคัญที่ช่วยให้ทีมเติบโตและขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า ไม่ใช่แค่การออกคำสั่ง แต่เป็นการนำทางให้พนักงานค้นพบทางออกและดึงศักยภาพของตนเองออกมาอย่างเต็มที่ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราจะมาถอดบทเรียนจากสถานการณ์จำลองของ คุณเมย์ หัวหน้าทีมการตลาด กับ น้องปาล์ม พนักงานผู้กำลังเผชิญกับความท้าทายในการทำงาน
ก่อนที่เราจะเจาะลึกถึงความแตกต่างสำคัญระหว่างหัวหน้างานทั้งสองประเภท และแนวทางการพัฒนาตนเองสู่การเป็น "ผู้นำแบบโค้ช" ที่องค์กรยุคใหม่ต้องการ ขอเชิญทุกท่านร่วมเรียนรู้จากกรณีศึกษาที่น่าสนใจของ คุณเมย์ หัวหน้าทีมการตลาด และ น้องปาล์ม พนักงานในทีม ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในการทำงาน มาร่วมดูกันว่าคุณเมย์จะเลือกใช้แนวทางใดในการช่วยเหลือทีมของเธอ และผลลัพธ์ที่ได้จะสะท้อนถึงบทบาทของผู้นำในแบบต่าง ๆ ได้อย่างไร
บทเรียนจากการโค้ช: คุณเมย์กับน้องปาล์ม
น้องปาล์ม พนักงานที่เคยกระตือรือร้นและมีผลงานโดดเด่น กลับดูขาดแรงจูงใจและประสิทธิภาพลดลง คุณเมย์ในฐานะหัวหน้าทีม สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้และเลือกที่จะเข้าหาปาล์มด้วยบทบาทของโค้ช
บทสนทนา
คุณเมย์: (ทักทายน้องปาล์มด้วยท่าทีเป็นมิตรและอบอุ่น) "ปาล์ม มีเวลาคุยกันหน่อยไหม พอดีพี่สังเกตเห็นอะไรบางอย่างแล้วอยากคุยด้วย"
น้องปาล์ม: (ดูประหม่าเล็กน้อย) "ได้ค่ะพี่เมย์ มีอะไรเหรอคะ"
คุณเมย์: "พี่เห็นว่าช่วงนี้ปาล์มอาจจะดูเหนื่อยๆ หรือเปล่า หรืองานบางอย่างก็ดูจะใช้เวลานานกว่าปกติ พี่เป็นห่วงนะ และอยากรู้ว่ามีอะไรให้พี่ช่วยได้บ้างไหม"
น้องปาล์ม: (ถอนหายใจ) "ก็... หนูไม่แน่ใจว่าจะอธิบายยังไงดีค่ะ"
คุณเมย์: (ยิ้มอย่างเข้าใจและให้กำลังใจ) "ไม่เป็นไรนะปาล์ม ค่อยๆ เล่าให้พี่ฟังก็ได้ พี่อยู่ตรงนี้เพื่อรับฟังนะ ไม่มีถูกไม่มีผิด ลองบอกพี่หน่อยว่าช่วงนี้ปาล์มรู้สึกยังไงบ้างกับการทำงาน หรือมีอะไรที่กำลังคิดอยู่ไหม"
น้องปาล์ม: "คือหนูรู้สึกว่า... งานมันเยอะมากเลยค่ะพี่เมย์ แล้วก็รู้สึกเหมือนไม่มีแรงบันดาลใจเลย ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อนดี พอนั่งทำงานก็คิดไปเรื่อยเปื่อยค่ะ"
คุณเมย์: "พี่เข้าใจเลยนะว่าบางทีงานเยอะๆ ก็ทำให้เรารู้สึกท่วมท้นได้ แล้วอะไรที่ทำให้ปาล์มรู้สึกว่างานมันเยอะเป็นพิเศษในช่วงนี้ล่ะ มีอะไรที่เปลี่ยนไปไหมจากเมื่อก่อน"
น้องปาล์ม: "ก็มีโปรเจกต์ใหม่ๆ เข้ามาเยอะค่ะ แล้วบางโปรเจกต์หนูก็ไม่แน่ใจว่าจะต้องทำยังไงให้ดีที่สุด แล้วก็... (ลังเล) คือหนูรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความเชี่ยวชาญพอสำหรับงานบางอย่างด้วยค่ะ"
คุณเมย์: "อืมมม... ฟังดูเหมือนปาล์มกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งเรื่องปริมาณงานและความมั่นใจในความสามารถของตัวเองเลยนะ พี่ชื่นชมนะที่ปาล์มกล้าพูดเรื่องนี้ออกมา แล้วจากที่ปาล์มบอกว่า 'ไม่แน่ใจว่าจะต้องทำยังไงให้ดีที่สุด' กับ 'ไม่มีความเชี่ยวชาญพอ' เนี่ย ปาล์มคิดว่าอะไรคือส่วนที่ทำให้ปาล์มติดขัดมากที่สุดในตอนนี้"
น้องปาล์ม: "น่าจะเป็นเรื่องที่หนูไม่รู้ว่าจะต้องจัดลำดับความสำคัญของงานยังไงค่ะ เพราะทุกอย่างดูสำคัญไปหมด แล้วก็เรื่องที่หนูต้องทำงานที่ต้องใช้ทักษะใหม่ๆ ที่หนูยังไม่เคยทำมาก่อน"
คุณเมย์: "โอเคเลย พี่เข้าใจละ งั้นลองมาดูเรื่อง การจัดลำดับความสำคัญ ก่อนดีไหม ถ้าตอนนี้ปาล์มต้องเลือกงานที่สำคัญที่สุดแค่ 1-2 อย่างที่จะช่วยให้ปาล์มรู้สึกว่าได้เดินหน้าไปบ้าง ปาล์มจะเลือกงานไหน และทำไมถึงเป็นงานนั้น"
น้องปาล์ม: (ครุ่นคิด) "อืมมม... น่าจะเป็นโปรเจกต์ X ค่ะ เพราะมันใกล้กำหนดส่งแล้ว และก็โปรเจกต์ Y ที่ต้องประสานงานกับทีมอื่นเยอะๆ ค่ะ"
คุณเมย์: "ดีมากเลย แล้วถ้าเป็นสองโปรเจกต์นี้ ปาล์มคิดว่ามีขั้นตอนอะไรบ้างที่เราจะสามารถจัดการให้มันเดินหน้าต่อไปได้ หรือมีสิ่งแรกสุดที่ปาล์มจะเริ่มทำอะไร"
น้องปาล์ม: "หนูคิดว่าสำหรับโปรเจกต์ X หนูคงต้องไปคุยกับพี่ทีมกราฟิกเพื่อเร่งงานส่วนนั้นก่อนค่ะ ส่วนโปรเจกต์ Y หนูต้องกลับไปทบทวนรายละเอียดให้เข้าใจชัดเจนอีกครั้งก่อนจะเริ่มประสานงานค่ะ"
คุณเมย์: "เยี่ยมเลยปาล์ม นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากเลยนะ แล้วในเรื่องของ ทักษะใหม่ๆ ที่ปาล์มบอกว่ายังไม่เชี่ยวชาญเนี่ย ปาล์มคิดว่ามีวิธีไหนบ้างที่เราจะสามารถพัฒนาทักษะเหล่านั้นได้ หรือมีใครในทีมที่เราสามารถขอคำปรึกษาได้บ้าง"
น้องปาล์ม: "หนูคิดว่าอาจจะขอให้พี่แต้วช่วยสอนเรื่องโปรแกรมใหม่ๆ ค่ะ เพราะพี่แต้วเก่งมาก แล้วก็อาจจะลองหาคอร์สสั้นๆ ออนไลน์เพิ่มเติมด้วยค่ะ"
คุณเมย์: "นั่นเป็นแนวคิดที่ดีมากเลยปาล์ม พี่เห็นด้วยเลยนะว่าพี่แต้วช่วยปาล์มได้แน่นอน และการเรียนรู้เพิ่มเติมก็เป็นสิ่งที่ดี แล้วถ้าเกิดปาล์มเจอจุดที่ติดขัดจริงๆ หรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม ปาล์มจะทำยังไง"
น้องปาล์ม: "หนูคงจะลองหาข้อมูลดูก่อนค่ะ ถ้ายังไม่ได้จริงๆ ก็จะเข้ามาปรึกษาพี่เมย์ค่ะ"
คุณเมย์: "ดีมากเลยปาล์ม พี่อยากให้ปาล์มรู้ไว้นะว่าพี่อยู่ตรงนี้เสมอ ถ้ามีอะไรที่อยากปรึกษา หรือต้องการแนวทางเพิ่มเติม อย่าลังเลที่จะเข้ามาคุยนะ พี่เชื่อในศักยภาพของปาล์มนะ และพี่เชื่อว่าปาล์มจะผ่านช่วงนี้ไปได้ดีแน่นอน"
น้องปาล์ม: (ยิ้มเล็กน้อยด้วยความโล่งใจ) "ขอบคุณมากเลยค่ะพี่เมย์ รู้สึกดีขึ้นเยอะเลยค่ะที่ได้คุยกับพี่"
การสนทนานี้แสดงให้เห็นว่า คุณเมย์ สร้างพื้นที่ปลอดภัย เพื่อให้ปาล์มเปิดใจ รับฟังอย่างตั้งใจ ในปัญหาที่แท้จริง และ ใช้คำถามปลายเปิดที่ทรงพลัง เพื่อกระตุ้นให้ปาล์มค้นพบแนวทางการแก้ปัญหาและวางแผนการดำเนินการด้วยตัวเอง เธอ ให้กำลังใจและสร้างความมั่นใจ ตลอดการโค้ช ซึ่งช่วยฟื้นฟูทั้งขวัญกำลังใจและทิศทางในการทำงานให้กับปาล์ม
ถ้าคุณเมย์เป็นหัวหน้างานแบบสั่งการ: ผลเสียที่อาจเกิดขึ้น
หากคุณเมย์เลือกที่จะเป็น หัวหน้างานแบบสั่งการ ในสถานการณ์เดียวกันนี้ ผลลัพธ์อาจแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะเข้าหาปาล์มด้วยความเข้าใจ คุณเมย์อาจเลือกใช้แนวทางที่มุ่งเน้นผลลัพธ์และกฎระเบียบเป็นหลัก เช่น:
-
เรียกปาล์มมาตำหนิทันที: "ปาล์ม ทำไมงานถึงล่าช้า? นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะ" หรือ "งานนี้สำคัญมาก ทำไมถึงไม่เสร็จตามกำหนด?" ซึ่งจะทำให้ปาล์มรู้สึกถูกกดดัน ถูกตัดสิน และยิ่งขาดความมั่นใจมากขึ้น
-
สั่งการให้ปาล์มทำตาม: "ปาล์มต้องไปคุยกับทีมกราฟิกเดี๋ยวนี้ แล้ววันนี้ต้องส่งรายงาน X ให้พี่ด้วย" หรือ "ไปหาคอร์สออนไลน์เรียนเรื่องนี้มานะ แล้วมาบอกว่าได้อะไรบ้าง" การบอกให้ทำโดยไม่เปิดโอกาสให้ปาล์มได้คิด จะทำให้ปาล์มรู้สึกเหมือนหุ่นยนต์ที่ทำตามคำสั่ง ไม่เข้าใจถึงแก่นของปัญหา และไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ด้วยตัวเองได้เมื่อไม่มีคำสั่ง
-
เพิกเฉยต่อปัญหาทางอารมณ์: คุณเมย์อาจมองข้ามสัญญาณของความเครียดหรือการขาดแรงจูงใจของปาล์ม โดยคิดว่าปาล์มแค่ขาดความรับผิดชอบ ทำให้ปัญหาบานปลายและส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพโดยรวมในระยะยาว
-
ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ: การสั่งการจะแก้ปัญหาได้แค่ผิวเผิน คือทำให้งานเฉพาะหน้าเสร็จไป แต่ไม่ได้ช่วยให้ปาล์มเข้าใจสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง เช่น ปัญหาการจัดลำดับความสำคัญ หรือความไม่มั่นใจในทักษะ ซึ่งเป็นรากฐานของปัญหาที่ต้องได้รับการพัฒนา
ผลเสียที่ตามมาจากการเป็นหัวหน้างานแบบสั่งการในสถานการณ์นี้
-
ปาล์มอาจหมดกำลังใจและท้อแท้: การถูกตำหนิหรือสั่งการตลอดเวลาจะทำให้พนักงานรู้สึกไร้ค่าและไม่ได้รับการสนับสนุน
-
ประสิทธิภาพการทำงานยิ่งแย่ลง: เมื่อขาดแรงจูงใจและความมั่นใจ ประสิทธิภาพก็ยากที่จะกลับมาดีขึ้น
-
ขาดการพัฒนาทักษะ: ปาล์มจะไม่ได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง หรือพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ
-
ความสัมพันธ์ในทีมแย่ลง: บรรยากาศการทำงานอาจตึงเครียด พนักงานไม่กล้าแสดงความคิดเห็น หรือขอความช่วยเหลือเมื่อเจออุปสรรค
-
องค์กรเสียโอกาสในการสร้างผู้นำรุ่นใหม่: เมื่อพนักงานไม่ได้รับการส่งเสริมให้คิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง โอกาสที่จะเติบโตเป็นผู้นำในอนาคตก็จะลดลง
จากกรณีศึกษาของคุณเมย์และน้องปาล์ม:
คงพอทำให้เห็นภาพความแตกต่างของบทบาทผู้นำทั้งสองแบบได้อย่างชัดเจน
หัวหน้างานแบบสั่งการ มักจะใช้แนวทาง "บอกว่าต้องทำอะไร" พวกเขามีอำนาจในการตัดสินใจสูงสุด มอบหมายงานอย่างชัดเจน กำหนดขั้นตอนการทำงาน และคาดหวังให้ทีมปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด รูปแบบนี้อาจมีประสิทธิภาพสูงในสถานการณ์ที่ต้องการความรวดเร็ว ความแม่นยำ หรือในทีมที่สมาชิกมีประสบการณ์น้อยและต้องการคำแนะนำที่ชัดเจน แต่ก็มีข้อจำกัดที่สำคัญคืออาจลดทอนความคิดริเริ่ม สร้างความรู้สึกถูกควบคุม และไม่ส่งเสริมการเรียนรู้ระยะยาว
ในทางตรงกันข้าม หัวหน้างานแบบโค้ช จะใช้แนวทาง "ช่วยให้ทีมค้นพบวิธีที่ดีที่สุด" พวกเขามองว่าตนเองเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้และพัฒนาของทีม ผู้นำประเภทนี้จะใช้คำถามปลายเปิดเพื่อกระตุ้นให้พนักงานคิดวิเคราะห์ หาทางออกด้วยตนเอง และดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ออกมา การเป็นโค้ชไม่ใช่แค่การสอน แต่เป็นการ “สร้างพื้นที่” ให้พนักงานได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง ซึ่งนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรม แรงจูงใจที่สูงขึ้น และการพัฒนาทักษะของบุคลากรอย่างยั่งยืน
แนวทางการพัฒนาตนเองสู่การเป็น Leader as a Coach (ผู้นำแบบโค้ช) ที่ดี
การเป็นหัวหน้างานแบบโค้ชที่ดีไม่ใช่เรื่องยากเกินไป หากคุณมีความตั้งใจและฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ นี่คือแนวทางสำคัญที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้:
-
สร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่ดี: เริ่มต้นด้วยการเป็นผู้ฟังที่ดี เข้าใจความรู้สึกของทีม และสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นบนพื้นฐานของความเคารพและความซื่อสัตย์ เมื่อทีมไว้วางใจ คุณก็จะสามารถเข้าถึงใจพวกเขาได้
-
ใช้คำถามปลายเปิดที่ทรงพลัง: ฝึกตั้งคำถามที่กระตุ้นให้พนักงานคิด วิเคราะห์ และหาคำตอบด้วยตัวเอง แทนที่จะชี้นำตรงๆ ลองใช้คำถามเช่น "คุณมองเห็นอะไรในสถานการณ์นี้?", "คุณคิดว่าทางออกที่เป็นไปได้คืออะไร?", "คุณจะเริ่มต้นอย่างไรอย่างไรดี?"
-
ส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนา: เปิดโอกาสให้พนักงานได้ลงมือทำ เรียนรู้จากความสำเร็จและความผิดพลาด ให้ฟีดแบ็กที่สร้างสรรค์และเน้นที่การพัฒนา ไม่ใช่การจับผิด ชื่นชมความพยายามและความก้าวหน้าเล็กๆ น้อยๆ
-
กำหนดเป้าหมายร่วมกันและสนับสนุนการดำเนินการ: ช่วยให้พนักงานกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและเป็นไปได้ (SMART goals) สนับสนุนพวกเขาในการวางแผนการดำเนินการ และติดตามความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขากำลังก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง
-
เป็นแบบอย่างที่ดี: แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ เปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของทีม การเป็นแบบอย่างที่ดีจะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม
เลือกแนวทางที่เหมาะสมเพื่อความสำเร็จของธุรกิจคุณ
ไม่มีรูปแบบความเป็นผู้นำใดที่ดีที่สุดเสมอไปสำหรับทุกสถานการณ์ ผู้ประกอบการที่ชาญฉลาดจะสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำของตนเองให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ ความต้องการของทีม และลักษณะของงาน
-
ในสถานการณ์ที่ต้องการการตัดสินใจที่รวดเร็วและเด็ดขาด เช่น การแก้ไขปัญหาวิกฤต การใช้แนวทางแบบสั่งการอาจเป็นสิ่งจำเป็น
-
แต่ในระยะยาว เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง การลงทุนในการพัฒนาทักษะการเป็น "หัวหน้างานแบบโค้ช" จะส่งผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่า
การผสมผสานทั้งสองแนวทางอย่างชาญฉลาดจะช่วยให้คุณสามารถนำพาธุรกิจก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง สร้างทีมที่แข็งแกร่ง มีแรงจูงใจ และพร้อมรับมือกับทุกความท้าทายในโลกธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณพร้อมที่จะเปลี่ยนบทบาทจากผู้สั่งการมาเป็นผู้เสริมสร้างพลังให้กับทีมของคุณแล้วหรือยัง?
สรุป
ไม่มีรูปแบบความเป็นผู้นำใดที่ดีที่สุดเสมอไปสำหรับทุกสถานการณ์ ผู้ประกอบการที่ชาญฉลาดจะสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำของตนเองให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ ความต้องการของทีม และลักษณะของงาน แต่การลงทุนในการพัฒนาตนเองให้เป็น "ผู้นำแบบโค้ช" นั้น จะช่วยให้คุณสร้างทีมที่แข็งแกร่ง มีแรงจูงใจ และพร้อมที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
คุณพร้อมที่จะพัฒนาทักษะการโค้ชและนำพาทีมของคุณไปสู่ความสำเร็จอีกขั้นแล้วหรือยัง?