สศช.ห่วง FDI การส่งออกไทยลด แนะเร่งปรับตัวรับกระแสเทคโนโลยี-นวัตกรรม

สศช.ห่วง FDI การส่งออกไทยลด แนะเร่งปรับตัวรับกระแสเทคโนโลยี-นวัตกรรม

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์สถานการณ์การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) และการส่งออกของไทยในปัจจุบัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่า แม้ไทยจะได้รับประโยชน์จาก FDI ในการขับเคลื่อนภาคการผลิตและการส่งออกมาอย่างยาวนาน แต่ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่มูลค่าโลก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและดิจิทัล และความต้องการสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น ส่งผลให้ประเทศที่มุ่งเน้นการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงได้รับประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าประเทศที่ยังเป็นผู้ผลิตสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นกลาง ดังเช่นไทย

รายงานของ สศช. ระบุว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) นับเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญต่อการผลิต การลงทุน และการส่งออกสินค้า รวมไปถึงการสนับสนุนการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตในประเทศผู้รับการลงทุน ซึ่งไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและช่วยขับเคลื่อนภาคการผลิตและการส่งออกของไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ในฐานะการเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าขั้นกลางและปลายน้ำที่รับจ้างผลิตและประกอบสินค้าเพื่อส่งออกไปยังประเทศที่สามเป็นสำคัญ

          อย่างไรก็ตาม ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่มูลค่าโลกและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลในปัจจุบัน ประกอบกับแนวโน้มความต้องการสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (High-Tech) หรือสินค้าทุนเข้มข้น (Capital-Intensive) มากขึ้น ส่งผลให้ประเทศผู้ส่งออกสินค้าในกลุ่มดังกล่าวได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของการส่งออกที่ช่วยสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Domestic Value Added: DVA) ได้ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศที่ยังเป็นผู้ผลิตสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นกลาง (Medium-Tech) ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้รับจ้างการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปยังประเทศที่สาม

จากข้อมูลในปี 2566 การส่งออกสินค้าของไทยมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 54.5 ของ GDP ของประเทศ สะท้อนให้เห็นบทบาทที่เกี่ยวโยงกับภาคเศรษฐกิจในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2567 มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยปรับตัวลดลงร้อยละ 1.0 สอดคล้องกับการลดลงของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมซึ่งลดลงร้อยละ 3.7 (ลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 6) โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ลดลง โดยเฉพาะยานยนต์ ชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แผงวงจรรวม ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องปรับอากาศ

ขณะที่สินค้าเกษตรสำคัญทั้งข้าวและยางพารายังขยายตัวในเกณฑ์ดี ขณะที่ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน และเวียดนาม จะพบว่าการส่งออกยังคงเร่งตัวขึ้นตามวัฏจักรการฟื้นตัวของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นที่ต้องการในตลาดโลก สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นศักยภาพในการส่งออกสินค้าที่มีความแตกต่างกัน โดยเป็นผลจากความสามารถในการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตอุตสาหกรรมในอันที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศที่แตกต่างกัน

หากพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้าของประเทศที่มุ่งเน้นการส่งออกสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (High-Tech) พบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าในกลุ่มประเทศดังกล่าวยังคงขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง เช่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไต้หวัน รวมทั้งเวียดนามที่ได้ประโยชน์จากการเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขั้นปลาย (Downstream Industry) ตามการฟื้นตัวของความต้องการสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

อาทิ คอมพิวเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และสมาร์ทโฟน ขณะที่การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าขั้นกลาง เช่น วงจรรวม (Integrated Circuit: IC) และแผงวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board: PCB) ซึ่งแม้ว่าจะสามารถเกาะเกี่ยวกับวัฏจักรการฟื้นตัวของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลกได้บ้างแต่ต้องเผชิญกับสินค้าที่มีการแข่งขันทั้งทางด้านราคาและเทคโนโลยีที่สูงขึ้น และเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากส่วนหนึ่งยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าทุนและสินค้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในสัดส่วนที่สูง

โดยข้อมูลจากปัจจัยการผลิตและผลผลิตของประเทศไทยปี 2558 (Input-output table of Thailand 2015) ชี้ว่าสินค้าอุตสาหกรรมยังคงต้องพึ่งพาสินค้านำเข้าถึงร้อยละ 30.8 ของมูลค่าผลผลิตรวม (Gross output) สอดคล้องกับข้อมูลจากตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิตหลายภูมิภาค (Multi-Regional Input Output Tables: MRIOTs) จัดทำโดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมไทยที่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ (DVA) ลดลงมากที่สุด

ได้แก่ ผลิตภัณฑ์แร่ที่ไม่ใช่โลหะ รองลงมาคือ ปิโตรเลียม โลหะขั้นมูลฐาน เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ตามลำดับ โดยมีสาเหตุหลักมาจากการต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันสินค้าส่งออกสำคัญของไทยยังเป็นสินค้าเทคโนโลยีขั้นกลาง (Medium-Tech) ที่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไม่สูงนัก จึงไม่ได้รับประโยชน์จากกระแสความต้องการสินค้าในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไปเท่าที่ควร

          นอกจากนี้ แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาภูมิภาคอาเซียนจะได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตสินค้าออกจากจีนเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ แต่เมื่อพิจารณามูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาในกลุ่มประเทศอาเซียน 4 ประเทศ (ASEAN-4) ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และไทย พบว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของไทยต่ำสุดในกลุ่มประเทศสำคัญในอาเซียน ในปี 2566 เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสุทธิ (FDI Netflow) ของไทยอยู่ที่เพียง 2,969 ล้านดอลลาร์ สรอ. ต่ำกว่าอินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย ซึ่งอยู่ที่ 21,701 ล้านดอลลาร์ สรอ., 18,500 ล้านดอลลาร์ สรอ. และ 8,255 ล้านดอลลาร์ สรอ. ตามลำดับ และยังมีทิศทางปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

ขณะที่การลงทุนในอุตสาหกรรมดั้งเดิมของไทยอย่างอุตสาหกรรมปิโตรเลียมมีการลงทุนลดลงอย่างเห็นได้ชัดและถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 3 ปี สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอดีตที่ผ่านมาเริ่มมีบทบาทต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทยลดต่ำลง                ภายใต้สถานการณ์การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของไทยและขีดความสามารถในการส่งออกสินค้าที่ลดต่ำลงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสำคัญในอาเซียน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างแรงจูงใจและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการภาคการผลิตยกระดับเทคโนโลยีการผลิตไปสู่การผลิตสินค้าที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตสินค้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางภายในประเทศ รวมทั้งการผลิตกำลังคนและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการแรงงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยให้ภาคการผลิตและการส่งออกไทยยังคงรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป