
บีโอไออนุมัติ 3 โครงการใหญ่ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) มูลค่ากว่า 2.2 หมื่นล้านบาท เดินหน้าขยายลงทุนเฟสสอง
20 พฤษภาคม 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
บีโอไอไฟเขียว 3 ผู้ผลิต PCB ระดับโลกจากจีน–ไต้หวันขยายลงทุนเฟสสองในไทย วงเงินรวมกว่า 22,000 ล้านบาท ภายในเวลาไม่ถึงสองปี สะท้อนความเชื่อมั่นไทยฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
-
โครงการลงทุนมุ่งรองรับดีมานด์ PCB ประสิทธิภาพสูงจากอุตสาหกรรม AI Server, Data Center และเซมิคอนดักเตอร์ ช่วยยกระดับเทคโนโลยีการผลิตไทยให้ใกล้มาตรฐานสากล
-
การลงทุนสร้างงานคุณภาพกว่า 5,000 ตำแหน่ง และเปิดโอกาสให้ SMEs ไทยเข้าเชื่อมโยงซัพพลายเชน ทั้งด้านวัตถุดิบ ชิ้นส่วน บริการวิศวกรรม โลจิสติกส์ และธุรกิจบริการรอบพื้นที่โรงงาน กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและฐานราก
บีโอไออนุมัติ 3 โครงการใหญ่ผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ระดับโลกจากจีนและไต้หวัน ขยายลงทุนเฟสสองรวมกว่า 22,000 ล้านบาท ในไทยภายในระยะเวลาไม่ถึงสองปี สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศในการเป็นฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พร้อมสร้างงานกว่า 5,000 ตำแหน่ง และเปิดประตูสู่โอกาสมหาศาลสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทยในการเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม AI-Data Center และเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังเติบโตสูง
คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ประกาศอนุมัติการลงทุนเฟสสองให้กับสามผู้ผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) รายใหญ่ระดับโลก ได้แก่ Compeq Technology, Multi-Fineline Electronics และ Gold Circuit Electronics ซึ่งมีฐานการผลิตเดิมอยู่ในจีนและไต้หวัน การขยายการลงทุนครั้งนี้มีมูลค่ารวมสูงถึงกว่า 22,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของนักลงทุนต่างชาติต่อประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางสำคัญสำหรับการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง หลังจากเข้ามาปักฐานในประเทศได้ไม่ถึงสองปี
การลงทุนครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นเพื่อรองรับความต้องการแผงวงจร PCB ประสิทธิภาพสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกระแสการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI Server, Data Center และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก การขยายตัวนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถและเทคโนโลยีการผลิตของไทยให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้กล่าวเน้นย้ำว่า โครงการเหล่านี้จะช่วยสร้างการจ้างงานที่มีคุณภาพให้กับคนไทยกว่า 5,000 ตำแหน่ง ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับแรงงาน แต่ยังเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูงให้แก่บุคลากรไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศในระยะยาว
สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทย การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทองที่จะได้ผนวกตัวเองเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง การขยายตัวของโรงงานขนาดใหญ่ย่อมต้องการการสนับสนุนจากผู้ประกอบการท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดหา วัตถุดิบ ชิ้นส่วนประกอบ การให้บริการ ซ่อมบำรุง เครื่องจักรกล การขนส่งและ โลจิสติกส์ หรือแม้กระทั่งบริการด้าน วิศวกรรมเฉพาะทาง ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นช่องทางที่ SMEs สามารถพัฒนาศักยภาพและยกระดับมาตรฐานของตนเองเพื่อตอบสนองความต้องการจากบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้
นอกจากนี้ การหลั่งไหลของบุคลากรและแรงงานจำนวนมากจากการขยายโรงงาน จะสร้างอานิสงส์ต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยรอบพื้นที่ตั้งโรงงาน SMEs ในภาคบริการ เช่น ธุรกิจ ที่พักอาศัย ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก หรือแม้แต่ บริการด้านการศึกษา สำหรับบุตรหลานของพนักงาน ก็จะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของกำลังซื้อและจำนวนประชากรในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในภาพรวม นับเป็นการตอกย้ำบทบาทของไทยในการเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต






