
Chery International เปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในจังหวัดระยอง
24 เมษายน 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
เปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Chery International–OMODA & JAECOO ที่นิคมพัฒนา ระยอง ตั้งเป้ากำลังการผลิต 80,000 คันต่อปีภายในปี 2573 ตอกย้ำไทยเป็นศูนย์กลาง EV อาเซียน
-
การลงทุนสอดรับนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวของรัฐบาล ดึงดูดการลงทุนต่างชาติ ถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง และยกระดับทักษะแรงงานไทยรองรับอุตสาหกรรมอนาคต
-
โรงงานใหม่สร้างโอกาสธุรกิจมหาศาลให้ซัพพลายเชนและบริการรอบด้านของผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานในระยองและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างมีนัยสำคัญ
Chery International และ OMODA & JAECOO ได้เปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แห่งใหม่ที่อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยองอย่างเป็นทางการ ตอกย้ำสถานะของไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิต EV แห่งใหม่ในอาเซียน โดยมีเป้าหมายกำลังการผลิตสูงถึง 80,000 คันต่อปี ภายในปี 2573 การลงทุนครั้งใหญ่นี้ไม่เพียงสอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว แต่ยังเปิดประตูบานใหญ่สู่โอกาสทางธุรกิจและการจ้างงานสำหรับ SMEs และแรงงานไทยในหลายภาคส่วนอย่างมหาศาล
การเปิดโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นทางการของ Chery International และแบรนด์ลูกอย่าง OMODA & JAECOO ในอำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อศักยภาพของประเทศไทย การลงทุนครั้งนี้นับเป็นฐานการผลิตล่าสุดในภูมิภาคอาเซียนของ Chery Group ต่อจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ของไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค
โรงงานแห่งใหม่นี้พร้อมเดินหน้าผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ภายใต้แบรนด์ที่หลากหลาย ทั้ง OMODA & JAECOO, CHERY และ LEPA โดยมีแผนจะเริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นสำคัญ อาทิ JAECOO 5 EV, JAECOO 6 EV, OMODA C5 EV รวมถึง OMODA C4 ที่จะเริ่มผลิตช่วงปลายปี 2569 และรุ่นอื่นๆ อย่าง CHERY V23 และ CHERY Q ด้วยเป้าหมายกำลังการผลิตที่ทะเยอทะยานถึง 80,000 คันต่อปี ภายในปี 2573 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขยายฐานการผลิต EV ในไทยอย่างจริงจัง
พิธีเปิดโรงงานได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญ อาทิ ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการเน้นย้ำว่าการลงทุนนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน การลงทุนเช่นนี้ไม่เพียงแต่สร้างงาน แต่ยังช่วยถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีขั้นสูง และเสริมสร้างทักษะแรงงานไทยให้พร้อมรับกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
สำหรับผู้ประกอบการ SMEs และเครือข่ายธุรกิจในประเทศ การเปิดโรงงานขนาดใหญ่ของ Chery Group ครั้งนี้ย่อมนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจมากมาย โรงงานผลิต EV ต้องการซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งและหลากหลาย ทั้งในส่วนของชิ้นส่วนยานยนต์ อะไหล่ โลจิสติกส์ การจัดเก็บ และบริการซ่อมบำรุง ซึ่งเป็นโอกาสทองให้ SMEs ไทยที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตและบริการสามารถขยายธุรกิจและยกระดับมาตรฐานการผลิตให้ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม EV
นอกจากนี้ ผลกระทบเชิงบวกยังขยายไปยังภาคบริการในท้องถิ่น โดยเฉพาะในจังหวัดระยองและพื้นที่ใกล้เคียง การจ้างงานจำนวนมากจะกระตุ้นความต้องการสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ร้านอาหาร ที่พักอาศัย บริการขนส่ง ไปจนถึงธุรกิจค้าปลีกและบริการอื่น ๆ การลงทุนนี้จึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งจะนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทยได้ร่วมเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ
การที่ประเทศไทยได้รับการเลือกให้เป็นฐานการผลิตที่สำคัญของ Chery Group จึงไม่ใช่แค่การลงทุนด้านอุตสาหกรรมยานยนต์เท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันถึงศักยภาพของประเทศในการเป็นประตูสู่ตลาดอาเซียน และเป็นก้าวสำคัญที่จะส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยก้าวหน้าสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน โดยมี SMEs เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตนี้

