
แก๊งสแกมเมอร์-เครือข่ายฟอกเงิน ความท้าทายใหม่ของประเทศไทย
27 ตุลาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตภัยหลอกลวงทางไซเบอร์ที่รุนแรงที่สุดในประวัติการณ์ โดยมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 1.15 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสูญเสียทางการเงินของประชาชนเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศในฐานะศูนย์กลางทางการเงินระดับภูมิภาคอย่างรุนแรง
เนื่องจากแก๊งสแกมเมอร์ได้ใช้ระบบการเงินของไทยเป็นช่องทางสำคัญในการฟอกเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายที่โยงใยกับพื้นที่ชายแดน อาทิ ปอยเปตและท่าขี้เหล็ก สถานการณ์ดังกล่าวได้จุดประกายให้เกิดความกังวลอย่างกว้างขวางจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อหยุดยั้งการเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติ
การดำเนินการของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้อาศัยช่องโหว่และการขาดการบูรณาการในการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้พวกเขาสามารถโยกย้ายและฟอกเงินที่ได้มาโดยมิชอบผ่านสถาบันการเงินของไทยได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนในการไม่สนับสนุนสถาบันการเงินที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา เพื่อป้องกันการถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน ด้านสมาชิกวุฒิสภา ภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน ได้เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์สืบสวนพิเศษอาเซียนเพื่อรับมือกับอาชญากรรมไซเบอร์ ในขณะที่นักการเมืองอย่างชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ได้เสนอแนวคิด "Financial Warfare" เพื่อตัดเส้นทางการเงินของแก๊งสแกมเมอร์ นอกจากนี้ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. ยังได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่าการเพิกเฉยต่อปัญหานี้จะบ่อนทำลายเกียรติภูมิของประเทศ และรังสิมันต์ โรม ก็ได้เปิดเผยข้อมูลที่ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของเครือข่ายสแกมเมอร์กับนักการเมืองทั้งในไทยและกัมพูชา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและรากฐานที่ฝังลึกของปัญหา
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนในการไม่สนับสนุนสถาบันการเงินที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา เพื่อป้องกันการถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน
ATTA เสนแนวคิด "ศูนย์กลางความปลอดภัยแห่งอาเซียน
ผลกระทบจากการที่ประเทศไทยถูกใช้เป็นฐานที่มั่นของแก๊งสแกมเมอร์มิได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายทางการเงินและภาพลักษณ์เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเชิงลึกต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนและการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ได้เน้นย้ำถึงปัญหานี้และเรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับไทยสู่ "ศูนย์กลางความปลอดภัยแห่งอาเซียน" เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น อย่างไรก็ตาม การที่เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้อาจเชื่อมโยงกับบุคคลผู้มีอิทธิพลและนักการเมือง อาจบ่อนทำลายหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในระบบเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้รัฐบาลตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักที่จะต้องแสดงบทบาทผู้นำในการบูรณาการทุกหน่วยงานและออกมาตรการเชิงรุกที่เด็ดขาด เพื่อจัดการกับปัญหาสแกมเมอร์และเครือข่ายฟอกเงินให้สิ้นซาก การละเลยหรือความล่าช้าในการแก้ไขปัญหา อาจนำไปสู่ผลกระทบระยะยาวที่ไม่เพียงแต่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศถดถอย แต่ยังทำลายภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลกอย่างถาวร
จากปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้ง "แก๊งสแกมเมอร์" และ "เครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ" ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประเทศอย่างมหาศาล ขณะนี้ประเด็นดังกล่าวได้ถูกยกระดับเป็น "วาระแห่งชาติ" โดยรัฐบาลและพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้เร่งผลักดันและนำเสนอนโยบายเชิงรุกเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชายแดนที่ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการหลัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ SMEs และภาคธุรกิจไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยในการทำธุรกรรม
นโยบายหลัก: "ยาแรง" สกัดภัยคุกคามข้ามชาติ
รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ โดยมีการใช้ "ยาแรง" เพื่อจัดการกับแหล่งกบดานของแก๊งสแกมเมอร์ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ดังนี้:
-
มาตรการ "3 ตัด" รัฐบาลได้สั่งการให้ดำเนินการอย่างเข้มงวดในพื้นที่เป้าหมายตามแนวชายแดน โดยเฉพาะจุดที่มีการลักลอบตั้ง 'สแกมเซ็นเตอร์' ได้แก่ ตัดไฟ ตัดอินเทอร์เน็ต และ ตัดการขนส่งน้ำมัน เพื่อสกัดกั้นการดำเนินงานและบีบให้เครือข่ายเหล่านี้ยุติกิจกรรมอย่างรวดเร็ว
-
ตั้ง "ศูนย์ต่อต้านสแกมเมอร์แห่งชาติ" มีข้อเสนอจากพรรคการเมืองให้รัฐบาลจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจระดับชาติ เพื่อเป็นศูนย์รวมในการบริหารจัดการและบูรณาการข้อมูลจากทุกหน่วยงานอย่างเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ในการปราบปราม กวาดล้าง และฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศ
-
ยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ เร่งเจรจาและสานต่องานกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาชาติ ในการตั้ง ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) เพื่อร่วมกันปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรม และช่วยเหลือเหยื่อชาวไทยให้กลับประเทศ
-
ปราบปรามบัญชีม้าและซิมผูกโมบายแบงค์กิ้ง ให้เข้มงวดและเร่งรัดการระงับบัญชีธนาคารและซิมการ์ดโทรศัพท์ที่ถูกพิสูจน์ยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการคอลเซ็นเตอร์และการฟอกเงิน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายโอนเงินของแก๊งอาชญากรรม
-
ใช้ศูนย์ AOC 1441 อย่างเต็มประสิทธิภาพ เร่งฟื้นฟูและเพิ่มประสิทธิภาพของ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ให้สามารถเป็นจุดเดียวในการรับเรื่องร้องทุกข์ ระงับธุรกรรมทางการเงิน และประสานงานกับธนาคารและตำรวจไซเบอร์เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที
