
เปิดคำพิพากษา: อายุความประกันภัย
7 พฤษภาคม 2568
กฎหมายใหม่ / นักกฎหมาย / นักเขียน
ปัจจุบันการประกันภัยเป็นที่รู้จักกันกว้างขวางมากขึ้น คนไทยส่วนใหญ่มีความรู้และความเข้าใจจากการประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะการประกันวินาศภัยและประกันชีวิต อย่างไรก็ตาม แม้การประกันภัยมีสัญญากำหนดสาระสำคัญไว้อย่างละเอียดชัดเจน แต่ปัญหาและข้อขัดแย้งยังปรากฏเป็นคดีความจำนวนมาก ส่วนหนึ่งคืออายุความในสัญญาประกันภัย ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ คือ
มาตรา ๔๔๘ วรรคแรก สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด
มาตรา ๘๘๒ ในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันวินาศภัย
ในการเรียกให้ใช้หรือให้คืนเบี้ยประกันภัย ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาสองปีนับแต่วันซึ่งสิทธิจะเรียกให้ใช้หรือคืนเบี้ยประกันภัยถึงกำหนด
เรื่องอายุความประกันภัย มีคำพิพากษาที่น่าสนใจ ได้แก่ คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๙๐/๒๕๕๗ โดยมีสาระสำคัญดังนี้
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ทำความสะอาดภายในอาคารชุดแห่งหนึ่ง ดูแลสระว่ายน้ำซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลางของจำเลยที่ ๒ ขายคูปองและให้บริการแก่บุคคลทั่วไปและผู้มาใช้สระว่ายน้ำ เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๔๘ เวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา เด็กชาย ม. อายุ ๘ ปีเศษบุตรโจทก์กับพวกรวม ๓ คน ไปใช้บริการสระว่ายน้ำ แล้วบุตรโจทก์จมน้ำเสียชีวิต เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ดูแลให้บริการสระว่ายน้ำ โดยเรียกเก็บค่าบริการ กระทำการโดยประมาทเลินเล่อไม่จัดเจ้าหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือแก่ผู้จะจมน้ำ ไม่จัดให้มีเครื่องหมายแสดงความลึกของสระในระดับต่าง ๆ ไม่มีอุปกรณ์กั้นแบ่งส่วนน้ำตื้นและน้ำลึกให้ชัดเจน น้ำในสระดำและขุ่นมากจนมองไม่เห็นใต้สระน้ำ ทำให้บุตรโจทก์ว่ายออกไปยังส่วนน้ำลึก เมื่อจะจมน้ำไม่มีเจ้าหน้าที่ของสระคอยช่วยเหลือ และผู้คนในบริเวณสระว่ายน้ำไม่สามารถมองเห็นบุตรโจทก์ขณะอยู่ใต้น้ำกำลังจะจมน้ำ จึงไม่มีผู้ใดช่วยไม่ให้บุตรโจทก์จมน้ำเสียชีวิตได้ทัน จำเลยที่ ๒ ในฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ ซึ่งกระทำไปในทางการที่จ้างด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์
จำเลยที่ ๑ ให้การว่า เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ มีหน้าที่ดูแลและขายบัตรสระน้ำของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ สอบถามบุตรโจทก์กับพวกรวม ๓ คน ซึ่งจะซื้อบัตรก่อนแล้วว่าว่ายน้ำเป็นหรือไม่ ตามกฎของสระว่ายน้ำห้ามผู้ว่ายน้ำไม่เป็นลงสระ หากจะลงต้องมีผู้ปกครองรับผิดชอบความปลอดภัย และต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ดูแลสระทราบ จำเลยที่ ๑ ได้รับการยืนยันโดยปกปิดความจริงว่าทุกคนว่ายน้ำเป็น และนางสาว อ. ซึ่งมาด้วยกันรับว่าจะดูแลบุตรโจทก์ จำเลยที่ ๑ จึงปล่อยให้บุตรโจทก์ลงสระได้ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ มอบให้นาย ว. เป็นผู้ดูแลบริเวณสระน้ำอยู่ ขณะนั้นมีผู้มาใช้บริการไม่น้อยกว่า ๒๕ คน สระน้ำมีเชือกกั้นแสดงช่วงน้ำลึกให้เห็นชัดเจน น้ำในสระใสสะอาด คำให้การรับสารภาพในคดีอาญา จำเลยที่ ๑ ได้แถลงข้อเท็จจริงว่าบุตรโจทก์แจ้งว่าเด็กว่ายน้ำเป็น และนางสาว อ. รับจะดูแลบุตรโจทก์ด้วย โจทก์รับเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ที่จำเลยที่ ๑ วางเพื่อบรรเทาความเสียหายไปจากศาลแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างทำความสะอาดอาคารของจำเลยที่ ๒ แต่ในส่วนของสระว่ายน้ำ จำเลยที่ ๑ เช่าจากจำเลยที่ ๒ เพื่อเปิดบริการแก่บุคคลทั่วไป ค่าเช่าเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท หน้าที่ดูแลสระว่ายน้ำและค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ ๒ สระว่ายน้ำที่เกิดเหตุมีมาตรฐาน มีความสะอาด มีเส้นแบ่งเขตและเชือกกั้นแนวน้ำลึก มีพนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา เหตุที่เกิดขึ้นเป็นความประมาทเลินเล่อของบุตรโจทก์ ที่โกหกว่าว่ายน้ำเป็นและเข้าไปในเขตน้ำลึก โจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่อที่อนุญาตให้บุตรซึ่งว่ายน้ำไม่เป็นไปเล่นน้ำ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เพราะฟ้องเกิน ๑ ปี นับแต่เกิดเหตุละเมิด ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์
โจทก์และจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จำนวนค่าเสียหายให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชดใช้ให้โจทก์
โจทก์และจำเลยที่ ๒ ฎีกา ส่วนจำเลยที่ ๑ ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ ๑ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ ๒ ข้อแรกมีว่า คดีสำหรับจำเลยร่วม (บริษัทประกันภัย) ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์และจำเลยที่ ๒ ฎีกามีใจความว่า อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๘๒ วรรคหนึ่ง ไม่ใช้บังคับแก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก แต่ต้องนับแต่วันที่จำเลยที่ ๒ ใช้สิทธิเรียกจำเลยร่วม (บริษัทประกันภัย) ตามสัญญาประกันภัยเข้ามาในคดี คือวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ เมื่อนับถึงวันฟ้องไม่เกิน ๒ ปี คดีสำหรับจำเลยร่วม (บริษัทประกันภัย) ไม่ขาดอายุความ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๘๒ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในการเรียกให้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันวินาศภัย” เป็นบทบัญญัติให้ผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีวินาศภัยเกิดขึ้นตามสัญญาประกันภัยแก่ผู้เอาประกันภัยและบุคคลภายนอก ไม่ใช่ นับแต่วันที่จำเลยที่ ๒ ใช้สิทธิตามสัญญาเรียก จำเลยร่วม (บริษัทประกันภัย) เข้ามาในคดีเมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ แม้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ทราบว่าจำเลยร่วม (บริษัทประกันภัย) เป็นผู้รับประกันภัยสระน้ำซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลางก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะทำให้ความรับผิดตามสัญญาประกันภัยของจำเลยร่วม (บริษัทประกันภัย) ขยายออกไปตามที่ โจทก์และ จำเลยที่ ๒ ฎีกา เมื่อจำเลยที่ ๒ ขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วม (บริษัทประกันภัย) เข้ามาในคดีนับแต่วันเกิดเหตุถึงวันฟ้องเกิน ๒ ปี คดีสำหรับจำเลยร่วม (บริษัทประกันภัย) จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๘๒ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ ๒ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ข้อที่สองมีว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่าโจทก์ฟ้องฐานละเมิด คดีขาดอายุความ ๑ ปี จะนำอายุความทางอาญา ๑๐ ปี มาใช้บังคับไม่ได้เพราะจำเลยที่ ๒ ไม่ใช่จำเลยในคดีอาญา เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายในทำนองว่า จำเลยที่ ๑ ละเว้นไม่จัดให้มีระบบรักษาความปลอดภัยหรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแก่บุคคลผู้มาใช้บริการสระน้ำ ไม่จัดให้มีเครื่องหมายแสดงระดับความลึกของสระน้ำเพื่อให้ทราบความลึกของน้ำ ฯลฯ และบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้กระทำความผิดไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และกระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ หรือไม่ ไม่มีประเด็นปัญหาว่าจำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ กระทำผิดทางอาญาฐานประมาทอันเป็นการละเมิดหรือไม่ จึงไม่อาจนำอายุความทางอาญาที่ยาวกว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคสองมาใช้บังคับเพราะจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ถูกฟ้องคดีอาญาและไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ กระทำผิดทางอาญาฐานประมาทอันเป็นการละเมิด การที่โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ ๒ ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ ๑ ให้รับผิดจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่งที่บัญญัติว่า “สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด” เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๐ วันเกิดเหตุละเมิดวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ รับสภาพหนี้อันทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๑๔ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ เกิน ๑ ปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ จึงขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังขึ้น เมื่อคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ขาดอายุความแล้ว จึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ ๒ ข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลของคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ เปลี่ยนแปลง
พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒
ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้
คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๐ วันเกิดเหตุละเมิดวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๔๘ เกิน ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ รับสภาพหนี้อันทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา ๑๙๓/๑๔ คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ จึงขาดอายุความ
แม้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ทราบว่าจำเลยร่วม (บริษัทประกันภัย) เป็นผู้รับประกันภัยก็ไม่ทำให้ความรับผิดตามสัญญาประกันภัยของจำเลยร่วม (บริษัทประกันภัย) ขยายออกไป เมื่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๑ ขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วม (บริษัทประกันภัย) เข้ามาในคดีนับแต่วันเกิดเหตุถึงวันฟ้องเกิน ๒ ปี คดีสำหรับจำเลยร่วม (บริษัทประกันภัย) จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๘๒ วรรคหนึ่ง
กรณีคำฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยที่ ๑ ละเว้นไม่จัดให้มีระบบรักษาความปลอดภัย หรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลดภัยแก่บุคคลผู้มาใช้บริการสระน้ำ ไม่จัดให้มีเครื่องหมายแสดงระดับความลึกของสระน้ำเพื่อให้ทราบความลึกของน้ำ ฯลฯ และบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้กระทำความผิดไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ ศาลชั้นต้น กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และกระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ หรือไม่ ไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ กระทำผิดทางอาญาฐานประมาท อันเป็นการละเมิดหรือไม่ จึงไม่อาจนำอายุความทางอาญาที่ยาวกว่าตามประมวลแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคสอง มาใช้บังคับ เพราะจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ถูกฟ้องคดีอาญาและไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ กระทำผิดทางอาญาฐานประมาทอันเป็นการละเมิด การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ ในฐานะนายจ้างของจำเลยที่ ๑ ให้รับผิด จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งละพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง
อนึ่ง ได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๓๓/๒๕๕๒ (ประชุมใหญ่) วินิจฉัยมูลละเมิดในฐานะเจ้าของผู้ครอบครองนายจ้าง ตัวการผู้จ้างวาน ผู้ใช้ มีอายุความ ๑ ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ประมวลแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคหนึ่ง ส่วนความรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาประกันวินาศภัย มีอายุความ ๒ ปี นับแต่วันวินาศภัยตาม มาตรา ๘๘๒ วรรคหนึ่ง แสดงว่าอายุความฟ้องจำเลยทั้งสองสามารถแยกออกจากกันได้
