
ศึกสายเลือดดุสิตธานี: ขัดแย้ง สืบทอดอำนาจ และเดิมพันธุรกิจไทยในตำนาน
29 สิงหาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สาระหลักของข้อขัดแย้ง
-
ความขัดแย้งภายในครอบครัวผู้ก่อตั้ง ดุสิตธานีระหว่าง นายชนินทธ์ โทณวณิก 🔗(รักษาการประธานบอร์ด) และน้องสาวสองคน เกิดขึ้นเรื่องการควบคุมอำนาจบริหารและการเลือกตั้งกรรมการใหม่ โดยฝ่ายชนินทธ์กังวลว่าสัดส่วนหุ้นกลุ่มเซ็นทรัลที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้บริษัทสูญเสียอัตลักษณ์และจิตวิญญาณความเป็นแบรนด์ไทย
-
ฝ่ายบริษัท ชนัตถ์และลูก (ฝ่ายน้องสาว) ยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ และการเชิญเซ็นทรัลร่วมเป็นกรรมการ คือการลงทุนและดูแลกิจการให้โปร่งใส ไม่ใช่การเปิดทางให้กลุ่มเซ็นทรัลครอบงำหรือ Take Over
สัดส่วนหุ้นและบทบาท “เซ็นทรัล”
-
เซ็นทรัลพัฒนากลายเป็นผู้ถือหุ้นหลักในดุสิตธานี (ปัจจุบันถือหุ้นประมาณ 17.09%) และได้มีตัวแทนร่วมในบอร์ดบริหารตามสัดส่วนหุ้น
-
โครงการสำคัญ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” เป็นการร่วมทุนจัดตั้งระหว่างดุสิตธานีและเซ็นทรัล
-
เซ็นทรัลออกแถลงการณ์ปฏิเสธเจตนาเข้าครอบงำ หรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหาร เน้นการดูแลเงินลงทุนและสนับสนุนองค์กร
ปัญหาธุรกิจและข้อเสนอเปลี่ยนแปลง
-
บริษัท ชนัตถ์และลูก ระบุว่า ดุสิตธานีขาดทุนต่อเนื่องเกิน 5 ปี (ขาดทุนสะสมกว่า 1,254 ล้านบาท) จึงเสนอให้เปลี่ยนคณะกรรมการ หวังแก้ปัญหาวิกฤตธุรกิจ.
-
ฝ่ายบริษัทฯ ยอมรับให้มีตัวแทนเซ็นทรัลร่วมเป็นกรรมการใหม่ (2 ใน 10 คน) แต่มั่นใจเซ็นทรัลไม่มีอำนาจควบคุมและกิจการยังอยู่ภายใต้ทายาทผู้ก่อตั้ง
-
ความขัดแย้งเรื่องมรดก ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ถือเป็นเรื่องครอบครัวและแยกจากประเด็นกิจการหลัก
จุดยืนของแต่ละฝ่าย
-
ชนินทธ์ โทณวณิก: เน้นจิตวิญญาณแบรนด์ไทย และความโปร่งใส ไม่ต้องการให้อิทธิพลภายนอกมาครอบงำ
-
บริษัท ชนัตถ์และลูก/น้องสาวสองคน: เน้นการเปลี่ยนแปลงเพื่อกอบกู้ธุรกิจ ไม่เปิดทางให้บุคคลภายนอกครอบงำอำนาจ ดำเนินการทุกอย่างบนหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส และเพื่อประโยชน์ผู้ถือหุ้นรวม.
-
เซ็นทรัลพัฒนา: ย้ำจุดยืนเป็นเพียงพันธมิตร ไม่หวังควบคุมกิจการ พร้อมสนับสนุนและลงทุนร่วมเติบโต
ลำดับเหตุการณ์ความขัดแย้งของกลุ่มดุสิต
- 3 พฤษภาคม 2563
ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ถึงแก่อนิจกรรม
ผู้ก่อตั้งกลุ่มดุสิตธานี เสียชีวิตลงด้วยวัย 99 ปี ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่การแยกขั้วภายในครอบครัว
- 15 พฤศจิกายน 2564
ทายาทเริ่มประชุมหารือสืบทอดอำนาจ
ชนินทธ์ โทณวณิก เรียกประชุมครอบครัวครั้งแรกเพื่อวางกรอบการแบ่งมรดกและโครงสร้างบริหาร หลังผ่านการไว้ทุกข์ครบปีแรก
- 14 กุมภาพันธ์ 2568
การปลดชนินทธ์จาก “บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด”ผู้ถือหุ้นเสียงข้างมาก (สองน้องสาว) ลงมติให้ถอดชื่อชนินทธ์ โทณวณิก ออกจากกรรมการบริษัทโฮลดิ้งหลักของดุสิตธานี เป็นการเปิดศึกสายเลือดอย่างเป็นทางการ
- 25 เมษายน 2568
มติไม่อนุมัติงบการเงินปี 2567
ที่ประชุมผู้ถือหุ้น “ชนัตถ์และลูก จำกัด” ไม่อนุมัติงบการเงินบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ประจำปี 2567 ส่งผลให้หุ้น DUSIT ตกอยู่ในเครื่องหมาย SP ชั่วคราว
- 28 พฤษภาคม 2568
เลื่อนประชุมผู้ถือหุ้น ดุสิตธานี
ต้องเลื่อนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นและการคัดเลือกผู้ตรวจสอบบัญชี เนื่องจากยังไม่สามารถสรุปมติสำคัญเรื่องงบการเงินและโครงสร้างบริหารได้
- 26 สิงหาคม 2568
ชนินทธ์ โทณวณิก แถลงข่าวเปิดใจ
ชนินทธ์ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า “ปัญหามาจากรอยร้าวในครอบครัว” เตือนว่าความขัดแย้งอาจเปิดทางให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่นอกครอบครัวเข้ามาแทรกแซงธุรกิจและทำลายธรรมาภิบาลขององค์กร
- 27 สิงหาคม 2568
บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ชี้แจ้งข้อเท็จจริง
บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงเกี่ยวกับผลประกอบการของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ที่ขาดทุนต่อเนื่องมานานกว่า 5 ปี ยืนยันว่าไม่มีเจตนาที่จะทำร้ายหรือทำลายบริษัทดุสิตธานี มีแต่จะให้การสนับสนุนเพื่อให้กิจการเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น
- 26 กันยายน 2568
บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เตรียมจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น
ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) จะมีขอมติถอดถอน นายชนินทธ์ โทณวณิก ออกจากกรรมการบริษัทอย่างเป็นทางการ
บริบทและจุดเริ่มต้นความขัดแย้ง
การเปลี่ยนผ่านอำนาจในองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ มักมาพร้อมกับความท้าทาย โดยเฉพาะเมื่อจุดเริ่มต้นของปัญหามาจากความสูญเสียของผู้ก่อตั้งซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจและความชอบธรรมในการบริหาร สำหรับกลุ่มดุสิต การเสียชีวิตของ ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย 🔗 ผู้ก่อตั้งกลุ่มดุสิต ได้นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างทายาทในตระกูล โดยเฉพาะกรณีการแบ่งสรรมรดกและอำนาจในบริษัทโฮลดิ้งหลัก ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องสามคนซึ่งแต่เดิมตกลงกันเรื่องการถือหุ้น กลับเปลี่ยนไปเมื่อมูลค่าและอนาคตทางเศรษฐกิจของธุรกิจถูกยกขึ้นมาพิจารณาใหม่ ความตกลงเดิมต้องล้มไปและเกือบทุกสายสัมพันธ์ภายในครอบครัวถูกรื้อถอนลงอย่างปวดร้าว
ลำดับเหตุการณ์นำไปสู่วิกฤตการบริหาร ในช่วงที่ทายาทใช้อำนาจเสียงโหวตเพื่อปรับโครงสร้างกรรมการ ผลก็คือการถอดถอนชนินทธ์ โทณวณิกออกจากตำแหน่งสำคัญในบริษัท รวมถึงสิทธิในการบริหารจัดการกองมรดกและธุรกิจหลักของกลุ่มดุสิต การไม่อนุมัติงบการเงินของบริษัทในปี 2567 เป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกถึงความรุนแรงและเรื้อรังของความขัดแย้งนี้ เหตุการณ์เหล่านี้ส่งกระทบต่อความมั่นใจของผู้ถือหุ้นรายย่อยและพันธมิตรธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ แผนลงทุนเมกะโปรเจกต์หมื่นล้านจึงต้องชะงักลงทันที
ความขัดแย้งในกลุ่มดุสิตครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาส่วนบุคคล หากแต่ขยายไปสู่โครงสร้างองค์กร กระทบต่อทั้งทิศทาง ธุรกิจ และเสถียรภาพโดยรวม เป็นตัวอย่างสำคัญของปัญหาสายเลือดและการชิงอำนาจที่พบได้ในธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ ซึ่งมักจะท้าทายหลักธรรมาภิบาลและความมั่นคงในระยะยาวขององค์กร ท้ายที่สุด เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการธุรกิจครอบครัวแม้จะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเพียงใด ก็ยังตกอยู่ภายใต้กระแสแห่งผลประโยชน์และอำนาจอันโยงใยกับยุคสมัย ความขัดแย้งดังกล่าวยังไม่มีวี่แววว่าจะยุติลงในอนาคตอันใกล้ ผลกระทบต่อกลุ่มธุรกิจดุสิตจึงดำเนินต่อไปและกลายเป็นกรณีศึกษาเชิงลึกสำหรับการสืบทอดธุรกิจในสังคมไทย
“ชนินทธ์ โทณวณิก” เปิดใจครั้งแรก
ในวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ชนินทธ์ได้เลือกที่จะเผยความรู้สึกและจุดยืนของตัวเองกลางวงศึกสายเลือดที่กลายเป็นประเด็นร้อนในธุรกิจโรงแรมไทย โดยเฉพาะเมื่อมีความพยายามเปลี่ยนแปลงโครงสร้างคณะกรรมการบริษัท ซึ่งเขามองว่ามีความ “ผิดปกติ” และอาจเป็นการเปิดทางให้กลุ่มธุรกิจใหญ่ “เซ็นทรัล” เข้ามาถืออำนาจบริหารในดุสิตธานีมากขึ้น
ในแง่มุมของชนินทธ์ องค์กรแห่งนี้ไม่ใช่แค่ธุรกิจ หากแต่เป็น “มรดกทางจิตวิญญาณ” ที่ท่านผู้หญิงชนัตถ์ โทณวณิก ผู้เป็นผู้ก่อตั้งได้สร้างสรรค์ไว้บนพื้นฐานของความเป็นแบรนด์ไทยอย่างแท้จริง การเปลี่ยนมือหรือเปลี่ยนทิศทางจากอิทธิพลภายนอก จึงมีความหมายมากกว่าการจัดสรรผลประโยชน์ทางธุรกิจ มันคือการต่อสู้เพื่อรักษาอัตลักษณ์และจิตวิญญาณขององค์กรไทย
ในขณะเดียวกัน ดุสิตธานีก็กำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของตัวเองผ่านโครงการเรือธงขนาดใหญ่อย่าง “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ซึ่งประกอบไปด้วยโรงแรมใหม่และเรสซิเดนเซสที่ตั้งใจจะสร้างสถิติรายได้และกำไรสูงสุดในประวัติการณ์ของบริษัท
ประเด็นทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ศึกสายเลือดและความเปลี่ยนแปลงในดุสิตธานี ไม่ใช่เพียงการแย่งชิงอำนาจหรือปรับโครงสร้างหุ้นเพียงอย่างเดียว หากแต่หมายถึงการรักษามรดกขององค์กรไทย ขณะเดียวกันก็ต้องเดินหน้าเพื่อ “เติบโต” ในโลกธุรกิจที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน ดุสิตธานีจึงกลายเป็นเวทีที่สำคัญของทั้งความขัดแย้งและความหวัง ว่าจะสามารถก้าวข้ามวิกฤตนี้และรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทยไว้เคียงคู่กับความสำเร็จทางธุรกิจ
ในแง่มุมของชนินทธ์ องค์กรแห่งนี้ไม่ใช่แค่ธุรกิจ หากแต่เป็น “มรดกทางจิตวิญญาณ” ที่ท่านผู้หญิงชนัตถ์ โทณวณิก ผู้เป็นผู้ก่อตั้งได้สร้างสรรค์ไว้บนพื้นฐานของความเป็นแบรนด์ไทยอย่างแท้จริง - ชนินทธ์ โทณวณิก
ความเคลื่อนไหวหุ้นดุสิตธานีและบทบาทของกลุ่มเซ็นทรัล
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN หนึ่งในกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ของไทย ได้เพิ่มบทบาทเข้าถือหุ้นในบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) จนกลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงธุรกิจและครอบครัวผู้ก่อตั้งดุสิตธานี
เซ็นทรัลพัฒนาเข้าสู่การเป็นผู้ถือหุ้นของดุสิตธานีอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2561 โดยปัจจุบันถือหุ้นอยู่ที่ประมาณ 17.09% หรือ 145,238,320 หุ้น ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวทำให้สามารถมีตัวแทนเข้าไปเป็นกรรมการในบอร์ดบริหารของดุสิตธานีได้ ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ โครงการแฟลกชิปอย่าง “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการร่วมทุนกันของทั้งสองกลุ่มตั้งแต่ปี 2560
ในมุมของเซ็นทรัลพัฒนา การถือหุ้นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนร่วมและพัฒนาโครงการเท่านั้น โดยยืนยันว่าการมีตัวแทนเข้าร่วมคณะกรรมการเป็นแนวปฏิบัติตามสัดส่วนการถือหุ้น เพื่อดูแลเงินลงทุนของบริษัทเอง มิเคยมีเจตนาควบคุมหรือแทรกแซงการบริหารของดุสิตธานี
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ “ชนินทธ์ โทณวณิก” และฝ่ายที่ต้องการรักษาอัตลักษณ์ของแบรนด์ไทย กลับมองว่าการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการอาจนำไปสู่การเสียอิทธิพลและทิศทางดั้งเดิมของบริษัท โดยเฉพาะเมื่อ “กลุ่มเซ็นทรัล” เคยเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นมากถึง 22.5% ในบางช่วงเวลา สร้างความกังวลว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างองค์กรและอำนาจตัดสินใจสำคัญในอนาคต
ประเด็นหุ้นและอิทธิพลจากกลุ่มใหญ่อย่างเซ็นทรัล จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของศึกสายเลือดภายในดุสิตธานีในปัจจุบัน ทำให้การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การถกเถียงทางผลประโยชน์ แต่รวมถึงการต่อสู้ทางจิตวิญญาณของแบรนด์ไทยที่ทุกฝ่ายต่างต้องการรักษาไว้ควบคู่กับการเติบโตในกระแสทุนนิยมยุคใหม่

จุดยืนของบริษัท ชนัตถ์และลูก - น้องสาวทั้งสอง สินี เธียรประสิทธิ์ และ สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงเกี่ยวกับผลประกอบการของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ที่ขาดทุนต่อเนื่องมานานกว่า 5 ปี ทำให้มียอดขาดทุนสะสมสูงถึง 1,254 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าทุนจดทะเบียนของบริษัทที่มีเพียง 850 ล้านบาท ด้วยเหตุนี้ บริษัท ชนัตถ์และลูก ซึ่งเคยได้รับเงินปันผลปีละ 80 ล้านบาท จึงไม่ได้รับเงินปันผลมานานกว่า 5 ปีแล้ว
ทางบริษัท ชนัตถ์และลูก ยืนยันว่าไม่มีเจตนาที่จะทำร้ายหรือทำลายบริษัทดุสิตธานี มีแต่จะให้การสนับสนุนเพื่อให้กิจการเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น สำหรับการลงมติไม่เห็นด้วยกับการเลือกตั้งกรรมการที่ครบวาระทั้ง 4 คนกลับเข้าดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่งนั้น บริษัท ชนัตถ์และลูก ชี้แจงว่า แม้กรรมการทั้ง 4 คนจะมีความรู้ความสามารถ แต่ผลประกอบการของดุสิตธานีกลับขาดทุนต่อเนื่อง อีกทั้งกรรมการทั้ง 4 คนยังดำรงตำแหน่งมานานมากแล้ว โดยบางคน 12 ปี และบางคน 10 ปี จึงเห็นควรให้มีการเลือกตั้งบุคคลอื่นเข้ามาเป็นกรรมการชุดใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทได้คัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยฟื้นฟูกิจการให้กลับมาทำกำไรได้
นอกจากนี้ บริษัท ชนัตถ์และลูก ยังได้ชี้แจงเรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้น โดยระบุว่าความขัดแย้งดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการบริหารจัดการของบริษัทแล้ว เนื่องจากกลุ่มของนางสินี เธียรประสิทธิ์ และนางสุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้เข้ามาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจในการบริหารจัดการบริษัทอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว หลังจากนายชนินทธ์ โทณวณิก ถูกถอดถอนจากการเป็นกรรมการบริษัทเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 และนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรุงเทพมหานคร ได้มีคำสั่งรับจดทะเบียนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568
ส่วนความขัดแย้งระหว่างทายาทของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย เกี่ยวกับการแบ่งมรดกนั้น บริษัทระบุว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่ทายาททั้ง 3 คนต้องไปดำเนินการว่ากล่าวกันเอง ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างที่นายชนินทธ์ โทณวณิก ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ หลังจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้พิพากษายกฟ้องคดีที่นายชนินทธ์ฟ้องนางสินี และนางสุนงค์ โดยอ้างว่าทั้งสองผิดสัญญาข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดก แต่ศาลวินิจฉัยว่ายังไม่มีข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดกตามที่นายชนินทธ์กล่าวอ้าง
ทั้งนี้ การลงมติในการประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทดุสิตธานีและผู้ถือหุ้นโดยรวม และเพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทดุสิตธานีต้องขาดทุนต่อเนื่องต่อไปอีก
ฝั่งน้องสาวทั้งสองท่านกดดันให้บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 26 ก.ย. 2568 เพื่อขอมติถอดถอนชนินทธ์ โทณวณิกออกจากกรรมการบริษัทอย่างเป็นทางการ
แถลงการณ์ของกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ต่อกรณีถือหุ้นดุสิตธานี
กลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกรณีการถือหุ้นในบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีความพยายามเข้าครอบงำหรือแทรกแซงการบริหารของดุสิตธานี โดยในถ้อยแถลงนั้น เซ็นทรัลได้ปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่า การถือหุ้นในดุสิตธานีนั้นเป็นไปเพื่อโอกาสการลงทุนและการพัฒนาโครงการร่วมกัน ไม่ได้เป็นความมุ่งหมายที่จะเข้าควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารของบริษัทแต่อย่างใด
กลุ่มเซ็นทรัลระบุชัดว่า ได้ร่วมถือหุ้นในดุสิตธานีในสัดส่วนราว 17% ตั้งแต่ปี 2561 และการเข้าร่วมในคณะกรรมการก็เป็นเพียง “การมีส่วนร่วมตามสัดส่วนผู้ถือหุ้น” ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติธรรมดาในแวดวงธุรกิจ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการดูแลเงินลงทุนของบริษัทเท่านั้น ไม่ได้ขัดขวางหรือแทรกแซงการดำเนินงานของดุสิตธานี
ในขณะเดียวกัน เซ็นทรัลยังย้ำถึงความเคารพและการสนับสนุนการบริหารประเทศของผู้ถือหุ้นใหญ่เดิม คือ “บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด” มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมแสดงจุดยืนชัดเจนว่ากลุ่มเซ็นทรัลไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับการตัดสินใจด้านสำคัญของผู้ถือหุ้นใหญ่อื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางของดุสิตธานีแต่อย่างใด
นอกจากนี้ เซ็นทรัลยังเชิดชูหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจมาตลอด 45 ปี ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับการจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และเดินหน้าในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจที่พร้อมเติบโตไปด้วยกัน ไม่ใช่คู่แข่งขันในเวทีอำนาจองค์กร
ด้วยถ้อยแถลงนี้ กลุ่มเซ็นทรัลต้องการสื่อสารอย่างชัดเจนต่อทุกฝ่ายว่า พวกเขาไม่มีเจตนาครอบงำหรือเปลี่ยนทิศทาง “ดุสิตธานี” หากแต่พร้อมสนับสนุนและร่วมสร้างอนาคตให้กับองค์กรไทยแห่งนี้ ในฐานะพันธมิตรผู้ร่วมลงทุนอย่างแท้จริง
“ศึกสายเลือดดุสิตธานี” เป็นความขัดแย้งในเชิงจิตวิญญาณ อำนาจบริหาร และการปกป้องอัตลักษณ์องค์กรไทย ตลอดจนวิกฤตขาดทุนสะสม และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบริหารที่ต้องเดินหน้าไปพร้อมการรักษาความเป็น “ดุสิตธานี”


