กลยุทธ์ผู้ส่งออกไทยรับมือภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 19%

กลยุทธ์ผู้ส่งออกไทยรับมือภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 19%

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ประเด็นสำคัญ

  • การปรับลดภาษีสำหรับประเทศไทย:สหรัฐอเมริกาได้ปรับ ลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยเหลือ 19% จากเดิมที่เคยสูงถึง 36%
  • ขอบเขตครอบคลุมภูมิภาค:นโยบายภาษีนี้ครอบคลุมประเทศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีอัตราภาษีที่แตกต่างกันไป ในแต่ละประเทศ: ไทย กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย: 19%, เวียดนาม: 20%, บรูไน: 25%, เมียนมาและลาว: 40%, สิงคโปร์: 10% 
  • ปัจจัยกำหนดอัตราภาษี: ความแตกต่างของอัตราภาษีเป็น ผลมาจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคง และผลการเจรจาทางการค้า ระหว่างแต่ละประเทศกับสหรัฐอเมริกา รวมถึงสถานะของข้อตกลงการค้าเสรี
  • กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบ: สินค้าที่ได้รับผลกระทบหลักได้แก่ สินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่น จิวเวลรี่ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งทอ และสินค้าเกษตร

ตามที่สหรัฐอเมริกา ได้ประกาศใช้อัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยที่ 19% เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ภายใต้นโยบายภาษีตอบโต้ที่เรียกว่า “reciprocal tariffs” ซึ่งเป็นการปรับลดจากอัตราที่เคยสูงถึง 36% ที่เคยนำมาใช้มาก่อนหน้านี้

โดยนโยบายนี้ยังรวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยมีอัตราภาษีแตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศ เช่น กัมพูชาและมาเลเซียอยู่ที่ 19% อินโดนีเซีย 32% ขณะที่เวียดนาม ถูกเรียกเก็บภาษี 20% บรูไน 25% ส่วนเมียนมาและลาว รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเรียกเก็บภาษีในอัตรา 40% โดยสิงคโปร์ ยอมรับอัตราภาษี 10% ซึ่งเป็นขั้นต่ำไปแล้วตั้งแต่ก่อนหน้านี้

ซึ่งรายละเอียดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐอเมริกาที่เรียกเก็บจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศใกล้เคียง มีรายละเอียดสำคัญดังนี้

  • ไทยและกัมพูชา อัตราภาษีอยู่ที่ 19% ซึ่งลดลงจากอัตราเดิม 36% (ไทย) และเทียบเท่ากับอัตราของกัมพูชา หลังจากข้อตกลงหยุดยิงในพื้นที่ชายแดน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความตึงเครียดระหว่างประเทศ สินค้าที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ประกอบด้วยสินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่น จิวเวลรี่ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมทั่วไป
  • มาเลเซีย ได้อัตราภาษี 19% ซึ่งเป็นอัตราพื้นฐานสำหรับประเทศในภูมิภาคนี้ สินค้าหลักที่ได้รับผลกระทบจะคล้ายคลึงกับไทย เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยาง และสินค้าอุตสาหกรรม
  • อินโดนีเซีย อัตราภาษีอยู่ที่ 19% เท่ากับไทยและมาเลเซีย แม้รายงานบางแห่งเคยระบุ 32% ซึ่งอาจเป็นอัตราเก่าหรือเฉพาะสินค้าบางประเภท อินโดนีเซียมีสินค้าส่งออกสำคัญไปสหรัฐเช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ อาหารทะเล และสินค้าเกษตรบางชนิด
  • เวียดนาม ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 20% ซึ่งสูงกว่าเพื่อนบ้านเล็กน้อย แต่ลดลงจากอัตราเดิม 32% ที่เคยถูกเรียกเก็บ สินค้าส่งออกหลักของเวียดนามไปสหรัฐฯ ได้แก่ เสื้อผ้าและสิ่งทอ ไม้และเฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • บรูไน อัตราภาษีอยู่ที่ 25% ถือว่าสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค โดยสินค้าหลักได้รับผลกระทบคือ ผลิตภัณฑ์น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของบรูไน
  • เมียนมาและลาว ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 40% เนื่องจากประเด็นด้านความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ สินค้าการส่งออกที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ สินค้าเกษตร วัสดุก่อสร้าง และสินค้าแปรรูป
  • สิงคโปร์ ยอมรับอัตราภาษีขั้นต่ำที่ 10% ซึ่งมีผลก่อนหน้านี้แล้ว เนื่องจากสิงคโปร์มีข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐฯ หลายรายการและเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจ สินค้าหลักที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ได้แก่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์เคมี

เหตุผลที่แต่ละประเทศได้รับอัตราภาษีแตกต่างกันนั้นสัมพันธ์กับปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ความมั่นคง และผลการเจรจาทางการค้าที่แต่ละประเทศดำเนินการกับสหรัฐฯ รวมถึงสถานะของข้อตกลงการค้าเสรีที่มีอยู่ เช่น สิงคโปร์ที่เคยเจรจาข้อตกลงมีอัตราภาษีต่ำกว่า

โดยสัดส่วนสินค้าที่ได้รับผลกระทบของแต่ละประเทศสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจและโครงสร้างการส่งออกสินค้าหลักไปสหรัฐฯ ซึ่งสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า สิ่งทอ และสินค้าเกษตรเป็นกลุ่มสินค้าหลักที่ถูกเรียกเก็บภาษีเป็นจำนวนมากในพื้นที่นี้

ข้อมูลนี้ทำให้เห็นชัดว่าการปรับอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นเพียงการกระทบต่อสินค้าจากไทยเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่มีการส่งออกสินค้าหลักไปตลาดสหรัฐฯ และแต่ละประเทศต้องปรับตัวและวางแผนกลยุทธ์เพื่อลดผลกระทบและรักษาโอกาสทางการค้าในตลาดนี้

แต่สำหรับไทยอัตราที่ประกาศในครั้งนี้ถือเป็นการปรับลดที่นับว่าสำคัญจากภาษีเดิม แม้จะยังคงเป็นอุปสรรคและความท้าทายที่สำคัญสำหรับผู้ส่งออกไทย

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ส่งผลต่อกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และจิวเวลรี่ไทยซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าสำคัญที่มีตลาดใหญ่ในสหรัฐฯ โดยภาษีนำเข้าในระดับที่สูงถึง 19% ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจกระทบต่อราคาและความสามารถในการแข่งขันกับซัพพลายเออร์จากประเทศอื่น ๆ

เพื่อสร้างความเข้าใจและหาทางรับมือกับสถานการณ์นี้ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดงานสัมมนา “Beyond Tariffs: พาสินค้า ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น จิวเวลรี่ ไทยสู่ตลาดโลก” ขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 13.00 – 17.00 น. ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ถนนรัชดาภิเษก 

โดยมีผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิเคราะห์มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็น รวมถึงรับฟังกลยุทธ์ในการปรับตัวเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการส่งออกในตลาดโลก

ในงานนี้ คุณนิรุตติ คุณวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Novegion Consulting และอดีตนักวิเคราะห์นโยบายการค้าขององค์การการค้าโลก (WTO) ได้ให้มุมมองสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศในบริบทนโยบายภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ที่กำหนดใหม่ที่ 19% สำหรับสินค้าจากไทย พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบเชิงกลยุทธ์ ดังนี้

ถึงแม้อัตราภาษี 19% จะถูกปรับลดลงจากเดิมที่เคยสูงถึง 36% แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ส่งออกไทยที่จะผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้โดยไม่มีแรงกดดัน เพราะภาษีใหม่ในระดับนี้ยังคงส่งผลกระทบสำคัญในเชิงธุรกิจ โดยเฉพาะกับสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และจิวเวลรี่ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ไทยมีบทบาทตลาดใหญ่ในสหรัฐฯ

  • ภาษี 19% นี้ทำให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคาขายสินค้าในตลาดสหรัฐฯ ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วยหรืออย่างน้อยก็ลดช่องว่างของอัตรากำไรที่จะได้รับ ทำให้ความสามารถของสินค้าไทยในการแข่งขันกับซัพพลายเออร์จากประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำกว่าหรือเป็นคู่แข่งในตลาดเดียวกันลดลง
  • ผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญกับความท้าทายด้านการเจรจาต่อรองราคากับผู้ซื้อในสหรัฐฯ ที่อาจต้องการแบ่งเบาภาระภาษี ซึ่งเป็นแรงกดดันให้กำไรผู้ส่งออกลดลง
  • การแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ที่มีผู้เล่นจำนวนมากและมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้ผู้ส่งออกต้องเร่งพัฒนากลยุทธ์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต การบริหารจัดการซัพพลายเชนอย่างมีประสิทธิภาพ และการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าด้วยนวัตกรรม การออกแบบ รวมถึงการสร้างแบรนด์ให้ได้มาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดปลายทาง
  • นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากบริบทโลกอื่น เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐกิจมหภาค และมาตรการทางการค้าอื่น ๆ ที่อาจมีผลกระทบซ้ำเติม
  • ภาษีนำเข้าสูงเป็นแค่ส่วนหนึ่งของปัจจัยการแข่งขันระหว่างประเทศในยุคปัจจุบัน ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความซับซ้อน ผู้ส่งออกไทยต้องไม่หยุดพัฒนาคุณภาพสินค้าและกระบวนการผลิตควบคู่ไปกับการจัดการโดยรวม ทั้งในด้านการวางแผนตลาด การบริหารความเสี่ยง และการขยายช่องทางตลาดใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า
  • การพัฒนาความร่วมมือในรูปแบบของห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลก ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนจะเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยลดผลกระทบจากภาษีนำเข้าและความผันผวนของตลาดโลกได้
  • ในภาพรวมให้ข้อสังเกตว่านโยบายภาษีที่มีผลต่อสินค้าไทยนี้เป็นความท้าทายเชิงกลยุทธ์ที่ผู้ส่งออกและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องเตรียมตัวอย่างจริงจัง รวมทั้งภาครัฐควรทำหน้าที่เสริมศักยภาพของผู้ประกอบการโดยการกำหนดนโยบายที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และสนับสนุนการเข้าสู่ตลาดใหม่ให้มากขึ้น

แม้จะได้รับอัตราภาษีที่ลดลง แต่แรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และจิวเวลรี่ไทย จำเป็นต้องเร่งปรับตัวทั้งในด้านนวัตกรรม การจัดการภายในองค์กร และกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อให้สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่มีความผันผวนและมีการแข่งขันสูงนี้ได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ คุณอรรณพ ทองกองทุน ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ พัฒนาธุรกิจและการตลาด Logwin Air + Ocean (Thailand) Ltd. ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของการบริหารจัดการโลจิสติกส์ และการวางแผนการส่งออกให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในยุคที่ภาษีนำเข้าสินค้าได้รับการปรับเปลี่ยน เขาแนะนำว่า 

“ผู้ประกอบการไทยควรต้องมีแผนสำรองและกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านต้นทุนและเวลาส่งสินค้า เช่น การเลือกใช้เส้นทางขนส่งที่เหมาะสม การเจรจาต่อรองกับผู้ให้บริการขนส่ง และการบริหารสต็อกสินค้าให้มีความเหมาะสมมากขึ้น”

บทบาทสำคัญของการบริหารจัดการโลจิสติกส์และการวางแผนส่งออกในบริบทที่นโยบายภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ได้ปรับเป็นอัตรา 19% สำหรับสินค้าจากไทย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ โดยระบุประเด็นหลักที่ผู้ส่งออกไทยควรให้ความสำคัญ ดังนี้

  1. การวางแผนสำรอง (Contingency Planning) เป็นสิ่งจำเป็น
    เนื่องจากภาษีนำเข้าใหม่ทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น และยังมีความไม่แน่นอนเรื่องระยะเวลาการขนส่งและค่าบริการโลจิสติกส์ที่อาจผันผวน ผู้ประกอบการไทยจึงควรวางแผนสำรองที่หลากหลาย ทั้งในเรื่องของเส้นทางการขนส่งและผู้ให้บริการ เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันทีเมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น การขาดแคลนเรือ การจราจรติดขัดที่ท่าเรือ หรือค่าขนส่งสูงกว่าคาด
  2. การเลือกใช้เส้นทางขนส่งที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
    การเลือกเส้นทางขนส่งที่เหมาะสมจะช่วยลดต้นทุนและเวลาส่งสินค้าได้มากขึ้น เช่น การเลือกขนส่งทางอากาศสำหรับสินค้าที่ต้องการความรวดเร็ว แม้ต้นทุนสูงกว่า หรือทางทะเลที่เหมาะกับสินค้าปริมาณมากแต่ต้นทุนต่ำกว่า รวมถึงการผสมผสานรูปแบบการขนส่ง (Multimodal Transport) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพ
  3. การเจรจาต่อรองกับผู้ให้บริการขนส่ง
    เนื่องจากค่าบริการโลจิสติกส์เป็นต้นทุนสำคัญ หลังจากอัตราภาษีปรับสูงขึ้น ผู้ประกอบการต้องบริหารค่าใช้จ่ายค่าขนส่งให้รัดกุมขึ้น โดยการเจรจาต่อรองหาสัญญาบริการที่มีเงื่อนไขยืดหยุ่น มีข้อตกลงราคาที่เหมาะสม และได้รับบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการ ช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงราคาค่าขนส่งและสร้างความมั่นใจในกระบวนการส่งออก
  4. การบริหารสต็อกสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
    ในสภาวะที่ภาษีและต้นทุนขนส่งสูงขึ้น การบริหารสินค้าคงคลังให้เหมาะสมเป็นกลยุทธ์สำคัญในการควบคุมต้นทุน ไม่ให้เก็บสต็อกสินค้ามากเกินไปจนเพิ่มต้นทุนค่าเก็บรักษา แต่ยังต้องมีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการและรองรับความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นจากความแปรปรวนของโลจิสติกส์
  5. การใช้เทคโนโลยีและระบบข้อมูลเพื่อสนับสนุนการบริหารโลจิสติกส์
    การนำระบบบริหารจัดการโลจิสติกส์ (Logistics Management Systems) และระบบติดตามสินค้าแบบเรียลไทม์ (Real-Time Tracking) มาใช้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับแผนขนส่งและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ลดความสูญเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย
  6. เสริมสร้างความยืดหยุ่นในกลยุทธ์ซัพพลายเชน (Supply Chain Resilience)
    การสร้างซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นสามารถรองรับความผันผวนของตลาดและนโยบายภาษีนำเข้าได้ดีขึ้น ผู้ประกอบการควรทำงานร่วมกับคู่ค้าและเครือข่ายโลจิสติกส์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและระบบที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

ด้วยอัตราภาษีนำเข้าใหม่ 19% ที่ทำให้ต้นทุนการส่งออกสินค้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การบริหารจัดการโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพและการวางแผนส่งออกที่รอบคอบถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบทางต้นทุนและเวลาการส่งมอบ ทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ได้ดียิ่งขึ้น และสร้างความมั่นใจแก่ลูกค้าในตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ทั้งนี้ทั้งสองผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของสงครามการค้าแต่เป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของการค้าโลก ที่ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมตัวและปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ด้วยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการอบรมและส่งเสริมความรู้ผ่านกิจกรรมเช่นนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่เวทีการค้าโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

บทสรุป

การปรับเปลี่ยนนโยบายภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เป็นอัตรา 19% สำหรับสินค้าจากไทย แม้จะดูเหมือนเป็นการผ่อนคลายจากอัตราเดิมที่สูงถึง 36% แต่ก็ยังเป็นความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และจิวเวลรี่ ซึ่งต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นและการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดสหรัฐฯ

ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวด้วยกลยุทธ์ที่หลากหลาย ทั้งด้านการผลิต การบริหารโลจิสติกส์ การเจรจาต่อรอง และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในซัพพลายเชน

“ในยุคที่การค้าโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและซับซ้อน ผู้ประกอบการไทยต้องไม่หยุดพัฒนา ต้องกล้าปรับตัว และต้องวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน”

การเผชิญกับภาษีนำเข้าสูงไม่ใช่จุดจบของโอกาสทางธุรกิจ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความแข็งแกร่งใหม่ให้กับองค์กร ผ่านการเรียนรู้ การร่วมมือ และการใช้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาด