
GIZ–สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิด 5 นโยบายยกระดับเกษตรไทย รับกฎการค้าอียูใหม่ มุ่งสู่ห่วงโซ่อุปทานโปร่งใส–ยั่งยืน
4 มิถุนายน 2569
Business Leader / โต๊ะข่าวต่างประเทศ
สรุปประเด็น
-
GIZ และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยเสนอ 5 นโยบายใหม่ให้กระทรวงเกษตรฯ เพื่อยกระดับภาคเกษตรไทยให้สอดรับกฎการค้าอียูที่เน้นความยั่งยืน สิทธิมนุษยชน และความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน.
-
แก่นของข้อเสนอคือการยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับและกลไก Due Diligence ทั้งด้านสิทธิมนุษยชน–สิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและผู้ประกอบการผ่านเครื่องมือดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล และคลินิกให้คำปรึกษา.
-
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากไทยไม่เร่งปรับตัว ผู้ส่งออกอาจสูญเสียตลาดยุโรปอย่างถาวร แต่หากเดินหน้าตามแผนจะเปลี่ยน “กฎระเบียบ” ให้กลายเป็นโอกาส วางไทยเป็นศูนย์กลางการค้าที่ยั่งยืนและโปร่งใสในเวทีโลก.
องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environmental Institute: TEI) เดินหน้าส่งมอบ “5 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย” ต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเร่งยกระดับภาคเกษตรไทยให้พร้อมรับมือกฎระเบียบการค้าใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน สิทธิมนุษยชน และความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ FIT for FAIR Thailand ซึ่งดำเนินงานต่อเนื่องนาน 11 เดือน โดยรวบรวมข้อมูลเชิงลึกและทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกว่า 23 องค์กร ครอบคลุมทั้งภาครัฐ เอกชน สมาคมธุรกิจ สถาบันวิจัย และภาคประชาสังคม เพื่อพัฒนาแนวทางเชิงนโยบายที่สามารถนำไปใช้ได้จริง
5 นโยบาย พลิกเกมเกษตรไทย
ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 5 ประการ ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ข้อกำหนดใหม่ของสหภาพยุโรป โดยครอบคลุมทั้งมิติเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และสังคม ได้แก่
-
การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability): พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อให้สามารถติดตามสินค้าได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ลดความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้า
-
การตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Due Diligence): ยกระดับการคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ พร้อมพัฒนากลไกรับเรื่องร้องเรียนที่โปร่งใสและเข้าถึงได้
-
การตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Due Diligence): ส่งเสริมมาตรฐานการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผลักดันการรับรองด้านความยั่งยืน
-
การพัฒนาศักยภาพ (Enhance Competency): เสริมทักษะดิจิทัลและความสามารถในการจัดทำเอกสารหลักฐาน เพื่อรองรับการตรวจสอบจากคู่ค้าต่างประเทศ
-
ศูนย์ข้อมูลและคลินิกให้คำปรึกษา (Data Repository and Support Clinic): จัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลและหน่วยให้คำปรึกษา เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยปฏิบัติตามกฎระเบียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
EU ย้ำ “ความโปร่งใส” คือมาตรฐานใหม่ของการค้าโลก
นายโยฮันเนส แคร์เนอร์ ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและการพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ระบุว่า แนวโน้มการค้าของยุโรปกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระบบที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในประเด็นสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน
การเตรียมความพร้อมเชิงนโยบายของไทยในครั้งนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวให้กับคู่ค้าระหว่างประเทศ
จาก “กฎระเบียบ” สู่ “โอกาส” ของไทย
ด้านนายทีโม เมนนิเคน ผู้อำนวยการ GIZ ประจำประเทศไทย มองว่า กฎระเบียบด้าน Due Diligence ของสหภาพยุโรปกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าโลก และประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอในการปรับตัวอย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยและเกษตรกรสามารถเข้าถึงเครื่องมือและความรู้ได้อย่างเท่าเทียม เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทิ้งไว้ข้างหลังในกระบวนการเปลี่ยนผ่าน
เตือนผู้ส่งออกไทย “ปรับวันนี้ หรือเสียโอกาสถาวร”
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการ TEI ระบุว่า หากไทยไม่เร่งปรับตัว อาจสูญเสียโอกาสในตลาดยุโรปอย่างถาวร โดยทั้ง 5 นโยบายไม่ใช่เพียงข้อเสนอ แต่เป็น “แผนที่นำทาง” สู่การเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรไทย นโยบายดังกล่าวยังมีเป้าหมายในการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการค้าที่ยั่งยืนและโปร่งใสในระดับโลก พร้อมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้จริง
เร่งขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติจริง
ภายในงานยังมีการเสวนาเชิงลึกเกี่ยวกับการนำแนวคิด Due Diligence ไปใช้ในภาคปฏิบัติ ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงแปลงเกษตร โดย GIZ และ TEI เชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง แนวทางสำคัญประกอบด้วยการพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลที่เข้าถึงได้ การอบรมผู้ประกอบการ การเสริมกลไกรับเรื่องร้องเรียนในพื้นที่ และการออกแบบมาตรการที่คำนึงถึงความเป็นธรรม เพื่อให้การปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานไทยเกิดขึ้นอย่างครอบคลุมและยั่งยืน






