DITP  วิเคราะห์ผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐ-จีน เปิดโอกาสทองผู้ส่งออกไทย

DITP วิเคราะห์ผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐ-จีน เปิดโอกาสทองผู้ส่งออกไทย

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ วิเคราะห์ว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรงหลังรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนสูงถึง 145% ในบางหมวดหมู่ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สร้างผลกระทบรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก แต่เปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกไทยเข้าไปแทนที่ตลาดในหลายกลุ่มสินค้า

ผลกระทบจากการขึ้นภาษี

เรือบรรทุกสินค้า OOCL Violet ที่เข้าเทียบท่าที่เมืองลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 เป็นหนึ่งในเรือกลุ่มแรกที่ต้องเผชิญกับอัตราภาษีนำเข้าใหม่ตามนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยสินค้าบนเรือประมาณ 40% เข้าข่ายต้องเสียภาษีในอัตราสูงถึง 145% ส่งผลให้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ ต้องแบกรับต้นทุนภาษีนำเข้าเพิ่มเติมถึง 417 ล้านเหรียญสหรัฐ

การขึ้นภาษีดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อภาคธุรกิจ รวมถึงบริษัทในสหรัฐฯ ที่นำเข้าสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่เครื่องตัดหญ้า ชิ้นส่วนประกอบ รองเท้า อุปกรณ์ทางการแพทย์ ไปจนถึงเสื้อผ้าและของใช้ในครัวเรือน โดยหลายบริษัทกำลังเผชิญความไม่แน่นอนและพิจารณาทางเลือกอื่นๆ

ท่าเรือลองบีชคาดการณ์ว่าในช่วงกลางเดือนเมษายน-กลางเดือนพฤษภาคม จำนวนเรือและปริมาณสินค้านำเข้าจะลดลงประมาณ 40% สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อุปทานที่เริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก

โอกาสของไทยในตลาดสหรัฐฯ

ในช่วงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน สินค้าไทยหลายประเภทได้รับโอกาสในการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-มีนาคม) การนำเข้าสินค้าจากไทยของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 22.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สินค้าไทยที่มีการส่งออกไปสหรัฐฯ มากขึ้น ได้แก่:

  • อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้า มูลค่า 5,952 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 17.29%)
  • เครื่องปฏิกรณ์และเชื้อเพลิงต่างๆ มูลค่า 4,539 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 37.73%)
  • ยางและผลิตภัณฑ์ มูลค่า 1,390 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 8.72%)

นอกจากนี้ กลุ่มสินค้าที่มีโอกาสเติบโตในตลาดสหรัฐฯ ยังรวมถึง:

  • ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์
  • เครื่องปรับอากาศและเครื่องใช้ไฟฟ้า
  • อาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะผลไม้แปรรูป
  • อัญมณีและเครื่องประดับ
  • เคมีภัณฑ์และพลาสติกที่ใช้ในการผลิต

กรณีศึกษา: Pandora เลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลัก

บริษัท Pandora ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องประดับเงินรายใหญ่ ให้สัมภาษณ์กับ Fortune เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ว่าจะยังคงใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก แม้จะเผชิญกับภาษีตอบโต้การค้าต่อสินค้านำเข้าจากไทย

Alexander Lacik (CEO) ของ Pandora ระบุว่า การตั้งโรงงานผลิตในอเมริกานั้น "เป็นไปไม่ได้เลย" เนื่องจากไม่สามารถหาช่างฝีมือที่มีทักษะเฉพาะทางในระดับเดียวกับที่มีในไทยได้ ปัจจุบัน Pandora มีพนักงานถึง 15,000 คนในประเทศไทย และผลิตเครื่องประดับถึง 95% ของทั้งบริษัทจากที่นี่

แนวโน้มการกระจายห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ

สหรัฐฯ กำลังดำเนินการกระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีนในหลายภาคส่วนสำคัญ โดยหมวดหมู่สินค้าหลักที่กำลังมีการหาตลาดทดแทน ได้แก่:

  • เซมิคอนดักเตอร์: นำเข้าจากไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น
  • ส่วนผสมทางยา: นำเข้าจากอินเดีย ยุโรป (เยอรมนีและไอร์แลนด์)
  • สินค้าอิเล็กทรอนิกส์: นำเข้าจากเวียดนาม มาเลเซีย อินเดีย เม็กซิโก และไทย
  • สินค้าแฟชั่น: นำเข้าจากบังกลาเทศ เวียดนาม อินเดีย
  • ชิ้นส่วนยานยนต์: นำเข้าจากแคนาดา เกาหลีใต้ และไทย
  • อุปกรณ์พลังงานสะอาด: นำเข้าจากมาเลเซีย เวียดนาม เกาหลีใต้

ทั้งนี้ ไทยมีโอกาสขยายตลาดในสหรัฐฯ ได้มากขึ้น หากสามารถตอบโจทย์ในด้านคุณภาพ ราคา และกำลังการผลิตได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับตัวและใช้โอกาสนี้ในการขยายตลาดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ต่อไป
 

ที่มา: ผลของสงครามการค้าและโอกาสของไทยในวิกฤติ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ