
DITP วิเคราะห์ผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐ-จีน เปิดโอกาสทองผู้ส่งออกไทย
12 พฤษภาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ วิเคราะห์ว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรงหลังรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนสูงถึง 145% ในบางหมวดหมู่ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สร้างผลกระทบรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก แต่เปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกไทยเข้าไปแทนที่ตลาดในหลายกลุ่มสินค้า
ผลกระทบจากการขึ้นภาษี
เรือบรรทุกสินค้า OOCL Violet ที่เข้าเทียบท่าที่เมืองลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 เป็นหนึ่งในเรือกลุ่มแรกที่ต้องเผชิญกับอัตราภาษีนำเข้าใหม่ตามนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยสินค้าบนเรือประมาณ 40% เข้าข่ายต้องเสียภาษีในอัตราสูงถึง 145% ส่งผลให้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ ต้องแบกรับต้นทุนภาษีนำเข้าเพิ่มเติมถึง 417 ล้านเหรียญสหรัฐ
การขึ้นภาษีดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อภาคธุรกิจ รวมถึงบริษัทในสหรัฐฯ ที่นำเข้าสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่เครื่องตัดหญ้า ชิ้นส่วนประกอบ รองเท้า อุปกรณ์ทางการแพทย์ ไปจนถึงเสื้อผ้าและของใช้ในครัวเรือน โดยหลายบริษัทกำลังเผชิญความไม่แน่นอนและพิจารณาทางเลือกอื่นๆ
ท่าเรือลองบีชคาดการณ์ว่าในช่วงกลางเดือนเมษายน-กลางเดือนพฤษภาคม จำนวนเรือและปริมาณสินค้านำเข้าจะลดลงประมาณ 40% สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อุปทานที่เริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก
โอกาสของไทยในตลาดสหรัฐฯ
ในช่วงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน สินค้าไทยหลายประเภทได้รับโอกาสในการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-มีนาคม) การนำเข้าสินค้าจากไทยของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 22.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สินค้าไทยที่มีการส่งออกไปสหรัฐฯ มากขึ้น ได้แก่:
- อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้า มูลค่า 5,952 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 17.29%)
- เครื่องปฏิกรณ์และเชื้อเพลิงต่างๆ มูลค่า 4,539 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 37.73%)
- ยางและผลิตภัณฑ์ มูลค่า 1,390 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 8.72%)
นอกจากนี้ กลุ่มสินค้าที่มีโอกาสเติบโตในตลาดสหรัฐฯ ยังรวมถึง:
- ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์
- เครื่องปรับอากาศและเครื่องใช้ไฟฟ้า
- อาหารและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะผลไม้แปรรูป
- อัญมณีและเครื่องประดับ
- เคมีภัณฑ์และพลาสติกที่ใช้ในการผลิต
กรณีศึกษา: Pandora เลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลัก
บริษัท Pandora ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องประดับเงินรายใหญ่ ให้สัมภาษณ์กับ Fortune เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 ว่าจะยังคงใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก แม้จะเผชิญกับภาษีตอบโต้การค้าต่อสินค้านำเข้าจากไทย
Alexander Lacik (CEO) ของ Pandora ระบุว่า การตั้งโรงงานผลิตในอเมริกานั้น "เป็นไปไม่ได้เลย" เนื่องจากไม่สามารถหาช่างฝีมือที่มีทักษะเฉพาะทางในระดับเดียวกับที่มีในไทยได้ ปัจจุบัน Pandora มีพนักงานถึง 15,000 คนในประเทศไทย และผลิตเครื่องประดับถึง 95% ของทั้งบริษัทจากที่นี่
แนวโน้มการกระจายห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ
สหรัฐฯ กำลังดำเนินการกระจายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีนในหลายภาคส่วนสำคัญ โดยหมวดหมู่สินค้าหลักที่กำลังมีการหาตลาดทดแทน ได้แก่:
- เซมิคอนดักเตอร์: นำเข้าจากไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น
- ส่วนผสมทางยา: นำเข้าจากอินเดีย ยุโรป (เยอรมนีและไอร์แลนด์)
- สินค้าอิเล็กทรอนิกส์: นำเข้าจากเวียดนาม มาเลเซีย อินเดีย เม็กซิโก และไทย
- สินค้าแฟชั่น: นำเข้าจากบังกลาเทศ เวียดนาม อินเดีย
- ชิ้นส่วนยานยนต์: นำเข้าจากแคนาดา เกาหลีใต้ และไทย
- อุปกรณ์พลังงานสะอาด: นำเข้าจากมาเลเซีย เวียดนาม เกาหลีใต้
ทั้งนี้ ไทยมีโอกาสขยายตลาดในสหรัฐฯ ได้มากขึ้น หากสามารถตอบโจทย์ในด้านคุณภาพ ราคา และกำลังการผลิตได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับตัวและใช้โอกาสนี้ในการขยายตลาดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ต่อไป
ที่มา: ผลของสงครามการค้าและโอกาสของไทยในวิกฤติ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
