
สศช. เปิดเวที “ผ่าตัดใหญ่เศรษฐกิจไทย” เตรียมแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 หลัง GDP โตต่ำ–หนี้รัฐพุ่ง
22 กันยายน 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
การประชุมประจำปี 2568 เผยสัญญาณเตือนวิกฤติเชิงโครงสร้าง หนี้รัฐใกล้เพดาน 70% เสี่ยงเครดิตร่วง ชี้ 5 ด้านเป็นต้นตอปัญหา
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดการประชุมประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ "ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย: Thailand's Institutional Reform" เพื่อผ่าตัดเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่ หลังตระหนักว่าการพัฒนาแบบเดิมไม่สามารถยกระดับประเทศให้ทัดเทียมคู่แข่งได้อีกต่อไป
วิกฤติที่สั่งสมมา 2 ทศวรรษ
จากการรวบรวมข้อมูลของสศช. ในช่วงที่ผ่านมาเผยให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน สะท้อนจากเศรษฐกิจไทยปี 2567 GDP ขยายตัวเพียง 2% ลดลงจาก 2.6% ในปีก่อน ขณะที่ความแตกต่างรายได้ระหว่างภาคที่รวยที่สุดกับจนที่สุดเพิ่มขึ้นเป็น 5.4 เท่า จาก 5.1 เท่า สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่ทวีความรุนแรง
ที่น่าวิตกยิ่งกว่าคือสถานะทางการคลัง หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน 70% ของ GDP ขณะที่สัดส่วนรายได้รัฐต่อ GDP ยังต่ำกว่า 15% ทำให้สภาพัฒน์ต้องออกมาเตือนว่า ประเทศเสี่ยงถูกปรับลดอันดับเครดิตสู่ระดับ "ไม่น่าลงทุน" ภายในปี 2570
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสศช. เปิดเผยตรงไปตรงมาว่า
"แม้เราจะมีแผนพัฒนาฯ มาหลายฉบับและทำงานหนักมาก แต่ดูเหมือนเราจะวิ่งตามไม่ทันประเทศคู่เทียบ ทั้งเรื่องผลิตภาพและความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้น"
เปิดโปง 5 ต้นตอปัญหาใหญ่
การวิเคราะห์เชิงลึกของสศช. ชี้ให้เห็นรากเหง้าของปัญหาที่ฝังลึกในโครงสร้างสถาบันของประเทศ 5 ด้านหลัก:
1. ระเบียบกฎหมายที่ยังไม่เอื้อต่อการแข่งขัน - กฎระเบียบล้าสมัยและซ้ำซ้อนสร้างอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ
2. การทุจริตคอร์รัปชันที่บิดเบือนโครงสร้างแรงจูงใจ - ปัญหาเรื้อรังที่ทำลายความเท่าเทียมและประสิทธิภาพ
3. หลักนิติธรรมที่ยังไม่เข้มแข็ง - ระบบยุติธรรมที่ไม่สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
4. ความเป็นประชาธิปไตยที่การตรวจสอบถ่วงดุลยังมีปัญหา - กลไกการกำกับดูแลที่ไม่มีประสิทธิภาพ
5. การบริหารจัดการภาครัฐที่ซ้ำซ้อนและไร้ประสิทธิภาพ - ระบบราชการที่เป็นอุปสรรคมากกว่าตัวขับเคลื่อน
"งบแก้ยากจน" 8.2 แสนล้าน แก้แค่ปลายเหตุ
ที่ผ่านมารัฐบาลได้จัดสรรงบกว่า 8.2 แสนล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ แต่ 78.45% กลับเป็นมาตรการเชิงสงเคราะห์และสวัสดิการ ขณะที่งบประมาณสำหรับการลงทุนแก้ปัญหาด้วยการใช้มาตรการเชิงโครงสร้างมีเพียง 21.28% เท่านั้น
สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาความยากจนที่ผ่านมา “เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมากกว่าต้นเหตุ" เพราะการจัดสรรงบประมาณส่วนใหญ่ไปกับโครงการต่อเนื่องและการอุดหนุน ไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่แท้จริง
โมเดล "Reinvent Thailand" ทางออกใหม่
ท่ามกลางวิกฤติ ธนาคารแห่งประเทศไทยและสศช. ได้ผนึกกำลังกับภาคเอกชนเปิดตัวโครงการ "Reinvent Thailand พลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย" เป็นแพลตฟอร์มปฏิรูปกระบวนการกำหนดและขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจใหม่ทั้งระบบ
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธปท. เน้นย้ำว่า
"นี่ไม่ใช่การคิดนโยบายบนหอคอยงาช้าง หรือรอความช่วยเหลือจากภาครัฐ แต่เป็นพื้นที่แห่งความรับผิดชอบร่วมกันที่เอกชนและประชาชนจะเป็นเจ้าของนโยบายร่วมกันอย่างแท้จริง"
โครงการนี้ยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ:
- การมีส่วนร่วมครบวงจร - เปิดให้ทุกภาคส่วนร่วมคิด ร่วมทำ ตั้งแต่ต้นจนจบ
- การขับเคลื่อนด้วยข้อมูล - ใช้ข้อมูลเป็นฐานการตัดสินใจเชิงนโยบาย
- เอกชนนำ-รัฐหนุน - เปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนมากกว่าผู้นำ
เลิกนโยบาย "เหมารวม" หันสู่ "เฉพาะพื้นที่"
การวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาคเผยให้เห็นความจำเป็นในการเลิกใช้นโยบายแบบ "One-Size-Fits-All" กรุงเทพฯ มีแรงงานถึง 25.48% ในภาคบริการสมัยใหม่ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังพึ่งพาภาคเกษตรมากกว่าครึ่งหนึ่งของแรงงานทั้งภูมิภาค
"นโยบายการพัฒนาประเทศแบบเหมารวมไม่อาจตอบสนองต่อความท้าทายและบริบทเฉพาะของแต่ละภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป" สศช. สรุปชัดเจน
ภารกิจใหญ่สู่แผนพัฒนาฯ ฉบับ 14
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) โดยสศช. เตรียมระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัด พร้อมเปิดแพลตฟอร์มออนไลน์รับฟังเสียงประชาชน
การประชุมของสศช. ปี 2568 ไม่ใช่เพียงการวิเคราะห์ปัญหา แต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ในการ "ผ่าตัดใหญ่" โครงสร้างประเทศไทย ความสำเร็จของภารกิจนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า ประเทศไทยจะสามารถกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนและแข่งขันในเวทีโลกได้อีกครั้ง หรือจะยังคงติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางและความเหลื่อมล้ำที่ทวีความรุนแรงต่อไป
การปฏิรูปครั้งนี้จึงเป็นเดิมพันที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในรอบหลายทศวรรษ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงผิวเผิน
