
สศช. ระดมสมองยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย เตรียมจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14
19 กันยายน 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระดมสมองยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย พร้อมผ่าปัญหาแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับ 13 ยังขับเคลื่อนไม่เต็มที่ ก่อนเตรียมความพร้อม ดึงทุกความเห็นร่วมออกแบบสู่การจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับ 14
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กำหนดจัดการประชุมประจำปี 2568 ในหัวข้อ “ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย Thailand’s Institutional Reform” ในวันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568 เวลา 13.00–16.00 น. ณ ห้องเวิลด์ บอลรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้ สศช. มีเป้าหมายสำคัญในการปรับโครงสร้างทั้งภาคการผลิต ภาคบริการ และการกระจายรายได้ให้เกิดการพัฒนาที่เป็นธรรมมากขึ้น พร้อมทั้งเตรียมอธิบายถึงผลการขับเคลื่อนการพัฒนาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งจะชี้ให้เห็นถึงปัญหา ข้อจำกัดของการขับเคลื่อนการพัฒนาภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถได้ผลตามที่คาดหวัง ปัญหาสำคัญคือ กลไกที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา โดยเฉพาะกลไกเชิงสถาบัน ทั้งการแก้ไขกฎระเบียบ หรือการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งส่งผลต่อการทำงานและความเชื่อมั่นในการทำงานภาครัฐ
นายดนุชา กล่าวว่า ภายใต้สาระสำคัญของการประชุมปีของ สศช. ในปี 2568 นี้ สศช.เตรียมสะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและปัจจัยเชิงสถาบันที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ แม้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566–2570) ได้ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรจำนวนมาก แต่ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ยังไม่ก้าวหน้ามากพอ
เช่นเดียวกับปัญหาด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาคน การจัดการสิ่งแวดล้อม และระบบราชการที่ซ้ำซ้อนและขาดประสิทธิภาพ ยังส่งผลให้ความเชื่อมั่น (Trust) และความคาดหวัง (Hope) ของประชาชนที่มีต่อการพัฒนาประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น สศช. จึงหยิบยกประเด็นเชิงโครงสร้างและสถาบันที่เป็นข้อจำกัดสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ระเบียบกฎหมายที่ยังไม่เอื้อต่อการแข่งขัน การทุจริตคอร์รัปชันที่บิดเบือนโครงสร้างแรงจูงใจ หลักนิติธรรมที่ยังไม่เข้มแข็ง ความเป็นประชาธิปไตยที่การตรวจสอบถ่วงดุลยังมีปัญหา และการบริหารจัดการภาครัฐที่ซ้ำซ้อนและไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การผูกขาด ลดโอกาสการมีส่วนร่วมของประชาชน ทำลายความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคมด้วย
ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย ทำอย่างไรให้เป็นจริง
อย่างไรก็ตามในการภายในงานยังจัดเวทีเสวนาเรื่อง “ยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทย ทำอย่างไรให้เป็นจริง” โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและแนวทางเชิงรูปธรรม เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมสำหรับประเทศ ประกอบด้วย นายปิติ ตัณฑเกษม กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี ศ.(พิเศษ) นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) นายวิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
นายดนุชา กล่าวอีกว่า ข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้จะนำไปใช้ปรับปรุงการขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ในช่วงเวลาที่เหลือ และเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการจัดทำ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง
“ทุกฝ่ายสามารถเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการหาทางออกและสร้างแนวทางการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพื่อทำให้กลไกการพัฒนาของภาครัฐและเอกชนสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศได้ตามที่คาดหวัง และความคิดเห็นทั้งหมด สศช. จะนำมาใช้ประกอบการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 14 ในช่วงถัดไปด้วย เพราะแผนฉบับนี้ สศช.ต้องการให้ทุกคนมาช่วยกันออกแบบเพื่อให้ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาร่วมกันต่อไป” นายดนุชา กล่าว
ด้าน นายวิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาเรามีแผนพัฒนาฯ มาหลายฉบับ และทุกคนก็ทำงานกันหนักมาก เพื่อช่วยกันยกระดับเศรษฐกิจและสังคมไทย ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย
แต่ถ้าเรามองความท้าทายแล้วก็มองปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในทุกวันนี้ ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้ว่าเราจะทำงานกันหนักแค่ไหนก็ตาม ก็ดูเหมือนจะวิ่งตามไม่ทันประเทศที่เป็นคู่เทียบ ทั้งเรื่องของผลิตภาพ และความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งด้านรายได้ ด้านทรัพย์สิน
ส่วนด้านโอกาส ภูมิคุ้มกันของเศรษฐกิจและสังคมไทย ดูจะลดน้อยถอยลงต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นภูมิคุ้มกันตั้งแต่ระดับประเทศ ฐานะการคลัง ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายอีกหลากหลายด้าน ลงไปอยู่ถึงระดับครัวเรือน หนี้ครัวเรือนก็เพิ่มสูงขึ้นมาก และท้ายที่สุด เรื่องความสามารถในการปรับตัวให้เท่าทันกับความท้าทายใหม่ๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสภาวะภูมิอากาศ เรื่องของโครงสร้างประชากร
แม้กระทั่งกั "เทคโนโลยี" ที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญมากกับพัฒนาการทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ความท้าทายเหล่านี้ ทำให้เราต้องกลับมาคิดว่าทำไมประเทศไทยถึงพัฒนาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เท่าทันกับประเทศอื่น ๆ จึงต้องกลับมาดูเรื่องของโครงสร้างเชิงสถาบันกันอย่างจริงจัง แต่ถ้าโครงสร้างของระบบสังคม โครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือโครงสร้างของภาครัฐ มีบทบาทสำคัญมากตั้งแต่การกำหนดนโยบาย กำหนดแรงจูงใจ เป็นผู้กำกับดูแล
เช่นเดียวกับการเป็นผู้ที่จะช่วยชี้ทิศทางให้กับภาคส่วนอื่น ๆ ในสังคม ถ้าโครงสร้างเชิงสถาบันของประเทศไทยไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ก็คงจะยากที่เราจะสามารถวิ่งได้อย่างเท่าทันกับคู่เทียบ แล้วก็เท่าทันกับความท้าทายที่เรากำลังจะต้องเผชิญต่อไป จึงต้องช่วยกันหาทางออกร่วมกันในการประชุมครั้งนี้
ขณะที่ นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ประเทศไทยเรามีศักยภาพมาก ทั้งในแง่ของคน ในแง่ของทรัพยากร แต่ก็มีเหตุที่ถ่วงรั้งการพัฒนาของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาความอ่อนแอของสถาบันพื้นฐาน ปัญหาเรื่องกฎหมายที่มีการบังคับใช้ซึ่งไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ปัญหาในเรื่องของคอร์รัปชัน รวมทั้งปัญหาอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นการยกปัญหาโครงสร้างขึ้นมาพูดกันในครั้งนี้ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ
“คิดว่าปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องหนึ่งซึ่งไม่ค่อยได้มีการยกขึ้นมาก่อนเลย แล้วก็ดีใจที่ในแผน 14 จะมีการพูดกันเรื่องนี้ ก็คือเรื่องหลักนิติธรรม เพราะว่าเรื่องหลักนิติธรรมจริง ๆ เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ที่สำคัญมากๆ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานความคิด พื้นฐานของสังคม เศรษฐกิจ และก็การเมืองด้วย” นายกิตติพงษ์ ระบุ
ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่า เรื่องดังกล่าวมีความสำคัญไม่น้อยกว่าโครงสร้างพื้นฐาน ทั้ง เรื่องของไฟฟ้า เรื่องของน้ำ เรื่องของถนน การคมนาคม เพราะว่าในสังคมที่ปกครองด้วยกฎหมายนั้น กฎหมายต้องเป็นกติกาซึ่งเป็นธรรมกับทุกคน ก็จะเป็นพื้นฐานที่ทำให้รัฐสามารถที่จะอยู่ได้ อย่างปกติสุข แล้วก็จะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาในเรื่องอื่น ๆ ด้วย”
นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า ในเรื่องของหลักนิติธรรมนั้น ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนายังเป็นที่ถกเถียงกันก่อนหน้านี้ แต่ว่าพอมี SDG เกิดขึ้น มีการพูดคุยกันว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนจะต้องเกิดขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานด้านหลักนิติธรรมก่อนด้วย เพราะฉะนั้น การที่เราจะมาคุยกันในเรื่องของทำยังไงให้หลักนิติธรรมสามารถจะเป็นเครื่องมือในการกำกับ การใช้อำนาจของรัฐ แทนที่อำนาจจะมาเป็นเครื่องมือในการกำกับกฎหมายเอง ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง
“อยากจะขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมแสดงความคิดเห็นกันมาก ๆ ในงานนี้ เพื่อที่เราจะได้สามารถที่จะได้ระดมความคิดเพื่อช่วยปรับปรุงยกเครื่องโครงสร้างประเทศไทยไปด้วยกัน” นายกิตติพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย
