เยอรมนีเดินหน้าปฏิรูปกองทัพครั้งประวัติศาสตร์! ทุ่มงบกว่า 3.5 แสนล้านยูโร ปลุกโอกาสทอง SME

เยอรมนีเดินหน้าปฏิรูปกองทัพครั้งประวัติศาสตร์! ทุ่มงบกว่า 3.5 แสนล้านยูโร ปลุกโอกาสทอง SME

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

[ธุรกิจผู้นำ | รายงานพิเศษ] – ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ข่าวสำคัญจากยุโรปที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจทั่วโลกคือการที่เยอรมนีและสหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศแผนการปฏิรูปกองทัพและอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายในการสร้างกองทัพภาคพื้นดินที่มีแสนยานุภาพที่สุดในยุโรปภายในปี 2035 ซึ่งมาพร้อมกับการอัดฉีดงบประมาณมหาศาลที่เปิดประตูโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยเฉพาะในภาคการผลิตและโลจิสติกส์

ตามรายงานข่าวระดับนานาชาติ แผนการของเยอรมนีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ คือการใช้จ่ายงบประมาณด้านกลาโหมในรูปแบบการปรับปรุงและจัดซื้อยุทโธปกรณ์รวมกว่า 350,000 – 439,000 ล้านยูโร ตลอดทศวรรษหน้า พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนงบประมาณกลาโหมต่อ GDP ให้สูงถึง 3.5% ภายในปี 2029 หรือ 2035 ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมแนวนโยบายของประเทศครั้งใหญ่หลังยุคสงครามเย็น

โอกาส SME: การผลิตพลเรือนสู่การทหาร และเม็ดเงินอียู

การปฏิรูปครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการจัดซื้ออาวุธจากบริษัทยักษ์ใหญ่เท่านั้น แต่ยังถือเป็นแรงกระตุ้นครั้งใหญ่ที่สุดของฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของยุโรป (EDTIB) โดยเฉพาะโอกาสสำหรับ SME ดังนี้:

  1. ภาคการผลิต (Manufacturing): ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการเพิ่มงบประมาณดังกล่าวจะส่งผลดีต่อธุรกิจหลากหลายประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SME ในภาคการผลิต ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนหรือใช้กำลังการผลิตจากภาคพลเรือนมาประยุกต์ใช้กับชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทหารได้ (Repurposing civilian production capacity) นอกจากบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Rheinmetall หรือ Diehl Defense ที่ได้รับสัญญาหลักแล้ว ยังมีดีมานด์จำนวนมหาศาลในระบบซัพพลายเชนระดับรองลงมา ซึ่งเป็นตลาดที่ SME มีความถนัด

  2. ภาคโลจิสติกส์และการขนส่ง: EU ได้ริเริ่มแผน "เขตการเคลื่อนย้ายทางทหาร" (Military Mobility Area) โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานที่เป็นเอกภาพสำหรับการขนส่งทางทหารข้ามพรมแดนในยุโรป แนวคิดนี้จะช่วยลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด (Market Entry Barriers) สำหรับบริษัทโลจิสติกส์พลเรือนที่ต้องการรับงานสัญญาทางทหารข้ามชาติ ซึ่งจะนำไปสู่การประมูลข้ามพรมแดนที่เข้มข้นขึ้น

  3. แหล่งเงินทุนสนับสนุนจาก EU: ภายใต้แผนริเริ่ม "ReArm Europe Plan/Readiness 2030" สหภาพยุโรปตั้งเป้าหมายระดมเงินลงทุนกว่า 800,000 ล้านยูโรสำหรับการใช้จ่ายด้านกลาโหมทั่วทั้งภูมิภาค โดยมีการจัดสรรเงินกู้ระยะยาวที่มีอัตราดอกเบี้ยแข่งขันได้ถึง 150,000 ล้านยูโร เพื่อสนับสนุนการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกิดความร่วมมือข้ามพรมแดนและการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ภายในกลุ่มประเทศสมาชิก

มุมมองสำหรับ SME ไทย: การปรับตัวในห่วงโซ่อุปทานโลก

การที่ยุโรปเร่งสร้างขีดความสามารถในการผลิตภายในประเทศ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความต้องการชิ้นส่วนและวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานโลก SME ไทยในภาคชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ หรืออุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูง ควรจับตาดูความเป็นไปได้ในการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนนี้ หรืออย่างน้อยก็ใช้ความเคลื่อนไหวนี้เป็นแรงผลักดันในการยกระดับมาตรฐานและเทคโนโลยีการผลิตเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกต่อไป

สรุป: การลงทุนด้านกลาโหมครั้งใหญ่ของเยอรมนีและยุโรป จึงเป็นสัญญาณชัดเจนว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่การพัฒนาอุตสาหกรรมทางทหารเป็นวาระแห่งชาติและภูมิภาค ซึ่งเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสที่ SME ทั่วโลก รวมถึง SME ไทย ไม่อาจมองข้ามได้

กลุ่มธุรกิจไทยที่มีโอกาสในห่วงโซ่อุปทานยุโรป

โอกาสสำหรับธุรกิจไทยส่วนใหญ่จะมาในรูปแบบของ ผู้ผลิตในระดับกลางและระดับล่าง (Tier 2 หรือ Tier 3 Suppliers) ที่จัดส่งชิ้นส่วนและวัตถุดิบให้กับบริษัทขนาดใหญ่ในยุโรปและบริษัทข้ามชาติที่ได้รับสัญญากลาโหมโดยตรง

1. อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และเครื่องจักรกล

กลุ่มนี้เป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่แข็งแกร่งที่สุดของไทย และมีความเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนของเยอรมนีอยู่แล้ว

  • โอกาส:

    • ชิ้นส่วนความแม่นยำสูง (Precision Parts): การผลิตชิ้นส่วนที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับควบคุม (Control Systems), ระบบไฮดรอลิกส์, และชิ้นส่วนโครงสร้างน้ำหนักเบาที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในยานพาหนะทางทหารที่ไม่ใช่อาวุธหลัก (เช่น รถบรรทุกเพื่อการขนส่งทางทหาร หรือยานพาหนะสนับสนุน)

    • โลหะและวัสดุพิเศษ (Specialized Materials): การหล่อ (Casting) และการตีขึ้นรูป (Forging) ชิ้นส่วนที่ใช้วัสดุโลหะผสมพิเศษ (Alloy) ที่มีความทนทานสูง

  • ปัจจัยสำคัญ: ต้องผ่านมาตรฐานคุณภาพและการรับรองระดับสากลที่เข้มงวดของยุโรป (เช่น ISO/TS)

2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้า (E&E)

ความทันสมัยของกองทัพยุคใหม่พึ่งพาเทคโนโลยีเซนเซอร์ การสื่อสาร และระบบคอมพิวเตอร์อย่างสูง

  • โอกาส:

    • ส่วนประกอบเซนเซอร์และระบบควบคุม: การผลิตแผงวงจรพิมพ์ (PCBs), ชิปเซต, และส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่ใช้ในระบบสื่อสาร ระบบนำทาง (Navigation) หรือระบบเฝ้าระวัง (Surveillance) ที่เป็น "Dual-Use" (ใช้ได้ทั้งในภาคพลเรือนและทหาร)

    • ระบบพลังงานและแบตเตอรี่: การผลิตแบตเตอรี่และระบบจัดการพลังงานประสิทธิภาพสูงสำหรับอุปกรณ์พกพาของทหารหรือยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก

3. ธุรกิจโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ

แม้ว่า "Military Mobility Area" จะเน้นบริษัทในยุโรปโดยตรง แต่การเพิ่มการผลิตด้านกลาโหมในยุโรปจะสร้างความต้องการด้านโลจิสติกส์ทั่วโลก

  • โอกาส:

    • การขนส่งสินค้าพิเศษ (Specialized Cargo): บริษัทโลจิสติกส์ไทยที่มีประสบการณ์ในการจัดการสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูง (Sensitive Goods) หรือสินค้าขนาดใหญ่ (Oversized Cargo) อาจมีบทบาทในการขนส่งวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่ต้องใช้กระบวนการดูแลพิเศษจากเอเชียไปยังฐานการผลิตในยุโรป

    • คลังสินค้าและซัพพลายเชนในภูมิภาค: การสนับสนุนการบริหารจัดการคลังสินค้าหรือชิ้นส่วนสำหรับบริษัทข้ามชาติที่ผลิตสินค้า Dual-Use ในไทย ก่อนส่งไปยังโรงงานประกอบขั้นสุดท้ายในยุโรป

4. เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และไซเบอร์ซิเคียวริตี้

โครงสร้างพื้นฐานด้านกลาโหมและการสื่อสารต้องได้รับการปกป้องจากภัยคุกคามทางไซเบอร์

  • โอกาส:

    • บริการป้องกันภัยไซเบอร์ (Cybersecurity): บริษัทไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษา การทดสอบความปลอดภัย (Penetration Testing) หรือการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลให้กับบริษัทข้ามชาติที่ทำสัญญาด้านกลาโหมโดยตรง

    • ระบบจัดการข้อมูล (Data Management): การพัฒนาซอฟต์แวร์หรือระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ในภาคพลเรือน ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการข้อมูลทางยุทธศาสตร์หรือโลจิสติกส์ของกองทัพได้

เกร็ดความรู้: บทบาทของทหารเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

หลังความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพเยอรมัน (Wehrmacht) ได้ถูกยุบเลิกโดยฝ่ายสัมพันธมิตร การก่อตั้งกองทัพขึ้นมาใหม่จึงเป็นประเด็นที่อ่อนไหวอย่างยิ่งต่อทั้งชาวเยอรมันและประชาคมโลก

  • ก่อตั้งใหม่ภายใต้ NATO: กองทัพใหม่ของเยอรมนีตะวันตก ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1955 ภายใต้ชื่อ Bundeswehr (บุลเดสแวร์) โดยมีเป้าหมายหลักคือการป้องกันประเทศในบริบทของสงครามเย็น และเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO)

  • ควบคุมโดยรัฐสภา: เพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพมีอำนาจเหนือรัฐและสังคมเช่นในอดีต Bundeswehr จึงถูกออกแบบให้เป็น "กองทัพของรัฐสภา" (A Parliamentary Army) โดยอำนาจสูงสุดในการสั่งการและอนุมัติการส่งกำลังทหารไปปฏิบัติการนอกประเทศต้องผ่านการอนุมัติของรัฐสภา (Bundestag)

  • หลักการ Innere Führung: สิ่งที่สร้างความแตกต่างให้กับ Bundeswehr คือการยึดถือหลักการ "Innere Führung" (การนำทางจากภายใน) หลักการนี้เน้นย้ำว่าทหารเยอรมันทุกคนคือ "พลเมืองในเครื่องแบบ" (Citizen in Uniform) ซึ่งหมายความว่าสิทธิและคุณค่าของพลเมืองจะต้องอยู่เหนือความต้องการทางทหาร ทหารต้องมีสำนึกในการคิดอย่างอิสระ มีความรับผิดชอบ และต้องปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งที่ผิดกฎหมายหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญ


ดังนั้น บทบาทของทหารเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงถูกจำกัดไว้ที่การตั้งรับ (Defensive) ภายใต้กรอบของพันธมิตร NATO โดยมีปรัชญาการทำงานที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากกองทัพในอดีต