การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.๓๐) พ้นเวลาที่กฎหมายกำหนด

การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.๓๐) พ้นเวลาที่กฎหมายกำหนด

กฎหมายใหม่ / นักกฎหมาย / นักเขียน

บทนำ

คำพิพากษาฎีกาที่ 1623/2557 ระหว่างบริษัท ภาวินี จำกัด กับกรมสรรพากร เป็นคดีที่สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบรุนแรงจากการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) เกินกำหนดเวลา และการแสดงภาษีขายขาดไป ซึ่งส่งผลให้ต้องรับผิดชอบต่อภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามกฎหมาย

ข้อเท็จจริงของคดี

การฝ่าฝืนที่พบ

บริษัท ภาวินี จำกัด ถูกตรวจพบการฝ่าฝืนกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มใน 3 เดือนภาษี ดังนี้:

  1. เดือนภาษีพฤศจิกายน 2548 - ยื่นแบบเกินเวลา และใช้ใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

  2. เดือนภาษีมีนาคม 2549 - ยื่นแบบเกินเวลา และแสดงภาษีขายขาดไป

  3. เดือนภาษีเมษายน 2549 - ยื่นแบบเกินเวลา และไม่นำรายรับค่ารับเหมาก่อสร้างมายื่น

จำนวนเงินที่ต้องรับผิดชอบ

  • เดือนภาษีพฤศจิกายน 2548: 766,773.97 บาท

  • เดือนภาษีมีนาคม 2549: 144,711.55 บาท

  • เดือนภาษีเมษายน 2549: 431,105.78 บาท (ลดเหลือ 203,789.70 บาท หลังอุทธรณ์)

ประเด็นสำคัญที่ศาลพิจารณา

1. การใช้ใบกำกับภาษีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลฎีกาพบว่าบริษัท 3 เอ คอนสทรัคชั่น แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ที่ออกใบกำกับภาษี 6 ฉบับ มีข้อสงสัยดังนี้:

  • สถานประกอบการเป็นร้านเสริมสวยสุนัข ไม่ใช่ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง

  • ไม่สามารถติดต่อกรรมการผู้จัดการได้

  • ไม่ได้ยื่นแบบ ภ.พ.30 และภาษีเงินได้นิติบุคคล

2. การปกปิดรายได้จากค่ารับเหมาก่อสร้าง

บริษัทอ้างว่าเงิน 2,884,615.39 บาท เป็นเงินกู้ยืม แต่ไม่มี:

  • สัญญากู้ยืมเงิน

  • พยานบุคคลยืนยัน

  • การกู้ยืมจริงไม่น่าจะมีเศษสตางค์

ผลกระทบทางกฎหมาย

การคำนวณเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

ตามกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการที่ยื่นแบบ ภ.พ.30 เกินกำหนดจะต้องรับผิดชอบ:

เบี้ยปรับ:

  • กรณียื่นเพิ่มเติม: 2%-20% ของภาษี

  • กรณีไม่เคยยื่น: 2%-20% ของภาษี x 2 เท่า

เงินเพิ่ม:

  • อัตรา 1.5% ต่อเดือน ของภาษีที่ต้องชำระ

  • เศษของเดือนคิดเป็น 1 เดือน

ค่าปรับอาญา:

  • ยื่นล่าช้าไม่เกิน 7 วัน: 300 บาท

  • ยื่นล่าช้าเกิน 7 วัน: 500 บาท

บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการและนักบัญชี

1. ความสำคัญของการยื่นแบบตรงเวลา

การยื่นแบบ ภ.พ.30 ต้องทำภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป การยื่นล่าช้าจะส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญ

2. การตรวจสอบใบกำกับภาษี

ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบความถูกต้องของใบกำกับภาษีอย่างละเอียด:

  • ตรวจสอบสถานะการจดทะเบียนของผู้ขาย

  • ยืนยันความเป็นจริงของการซื้อขาย

  • เก็บหลักฐานการจ่ายเงินที่ชัดเจน

3. การบันทึกรายได้อย่างครบถ้วน

รายได้ทุกประเภทต้องนำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่สามารถอ้างว่าเป็นเงินกู้ยืมโดยไม่มีหลักฐานสนับสนุน

4. การเตรียมพยานหลักฐาน

ในกรณีที่ถูกตรวจสอบ ต้องมีพยานหลักฐานที่เชื่อถือได้ เช่น:

  • สัญญาซื้อขาย

  • หลักฐานการจ่ายเงิน

  • พยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ข้อเสนอแนะเชิงป้องกัน

สำหรับผู้ประกอบการ

  1. จัดทำปฏิทินภาษี เพื่อติดตามวันครบกำหนดยื่นแบบ

  2. ตรวจสอบคู่ค้า ก่อนทำธุรกรรมและรับใบกำกับภาษี

  3. เก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการตรวจสอบ

  4. ปรึกษานักบัญชี ในกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการคำนวณภาษี

สำหรับนักบัญชี

  1. ตรวจสอบความถูกต้อง ของใบกำกับภาษีทุกฉบับ

  2. ติดตามการเปลี่ยนแปลง ของกฎหมายภาษีอย่างสม่ำเสมอ

  3. แนะนำลูกค้า เกี่ยวกับความเสี่ยงและวิธีป้องกัน

  4. จัดทำระบบควบคุมภายใน เพื่อป้องกันข้อผิดพลาด
     

เบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย

( ฎีกาย่อ )

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๒๓ / ๒๕๕๗
( บริษัท ภาวินี จำกัด  โจทก์    กรมสรรพากร   จำเลย )
ประมวลรัษฎากร   มาตรา ๘๒ / ๕ ( ๕ )

          เรื่อง   ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ กับขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม

          อ่านคำพิพากษา   ๒๘  กรกฎาคม  ๒๕๕๗

          เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ออกหมายเรียกตรวจสอบและประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม  กรณีโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดและแสดงภาษีขายขาดไป สำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน  ๒๕๔๘ เป็นเงิน  ๗๖๖,๗๗๓.๙๗ บาท   เดือนภาษีมีนาคม  ๒๕๔๙ เป็นเงิน  ๑๔๔,๗๑๑.๕๕ บาท และเดือนภาษีเมษายน ๒๕๔๙ เป็นเงิน  ๔๓๑,๑๐๕.๗๘ บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์สำหรับหนังสือแจ้งการประเมินเดือนภาษีพฤศจิกายน ๒๕๔๘ และเดือนภาษีมีนาคม ๒๕๔๙  สำหรับเดือนภาษีเมษายน ๒๕๔๙ ให้ลดภาษีตามการประเมินคงเหลือเรียกเก็บเงินภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน ๒๐๓,๗๘๙.๗๐ บาท ศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบแล้ว และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้ลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ก็เป็นคุณอย่างยิ่งแล้ว                                                                                                                                             

          ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่าเดือนภาษีพฤศจิกายน ๒๕๔๘ โจทก์อ้างว่าได้ซื้อวัสดุก่อสร้างจากบริษัท ๓ เอ คอนสทรัคชั่น แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้ออกใบกำกับภาษี ให้โจทก์ ๖ ฉบับ แต่โจทก์ไม่สามารถนำผู้ขายหรือหลักฐานการจ่ายเงินค่าวัสดุก่อสร้างตามใบกำกับภาษีพิพาทมาสนับสนุนให้เห็นว่าโจทก์ซื้อวัสดุก่อสร้างตามใบกำกับภาษีพิพาทจริง และเมื่อเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยออกตรวจสภาพกิจการที่สถานประกอบการของบริษัทดังกล่าว พบว่าเป็นร้านเสริมสวยสุนัข เจ้าของร้านมาเช่าสถานประกอบการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๔๗ และไม่เคยรู้จักกับบริษัทดังกล่าว เจ้าพนักงานประเมินออกหนังสือเชิญพบกรรมการผู้จัดการบริษัทดังกล่าวก็ไม่สามารถติดต่อได้ อีกทั้งบริษัทดังกล่าวก็ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีพฤศจิกายน ๒๕๔๘ เพื่อนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งโจทก์มิได้ถามค้านหรือนำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่มีเพียงผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาเบิกความลอยๆ เพียงปากเดียว ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานบุคคลของจำเลยก็ปรากฏว่า สถานประกอบการของบริษัทดังกล่าวเป็นร้านเสริมสวยสุนัขตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๔๗ ก่อนที่โจทก์จะซื้อขายวัสดุก่อสร้างจากบริษัทดังกล่าว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน้อยกว่าหลักฐานของจำเลย ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ซื้อวัสดุก่อสร้างจากบริษัทดังกล่าวตามใบกำกับภาษีพิพาท ๖ ฉบับ  บริษัทดังกล่าวจึงไม่มีสิทธิที่จะออกใบกำกับภาษีให้แก่โจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๖ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา ๘๖/๑๓ วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธินำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีพิพาท ๖ ฉบับ ที่ออกไม่ชอบด้วยกฎหมายมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๕(๕)         

       สำหรับเดือนภาษีเมษายน ๒๕๔๙  โจทก์ไม่นำค่ารับเหมาก่อสร้างที่ได้รับบางส่วน จำนวน ๒,๘๘๔,๖๑๕.๓๙ บาท มายื่นเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยอ้างว่าเป็นการกู้ยืมจากบริษัทฤทธิ์ทวีแลนด์ จำกัด เห็นว่า โจทก์ไม่มีสัญญากู้ยืมเงินมาแสดงให้เห็นว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นต้นเงินที่โจทก์กู้มาจากบริษัทดังกล่าว ทั้งโจทก์ก็ไม่ได้นำกรรมการของบริษัทดังกล่าวหรือผู้ที่รู้เห็นเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินมาเบิกความยืนยันว่าเป็นเงินที่โจทก์ได้มาจากการกู้ยืมบริษัทดังกล่าวจริง และหากเป็นการกู้ยืมเงินกันจริง จำนวนต้นเงินก็ไม่น่าจะมีการกู้ยืมกันโดยมีจำนวนเศษสตางค์ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมา ยังไม่อาจรับฟังได้ว่า มีการกู้ยืมเงินกันดังกล่าวจริง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง

     สำหรับกรณีขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ไม่รับวินิจฉัย

สรุป

          ประเด็นสำคัญในคดี เจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.๓๐) พ้นเวลาที่กฎหมายกำหนด และแสดงภาษีขายขาดไป รวม ๓ เดือนภาษีคือ  เดือนภาษีพฤศจิกายน ๒๕๔๘ ยื่นแบบฯ เกินเวลาและนำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ต้องรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย  เดือนภาษีมีนาคม ๒๕๔๙ บื่นแบบฯ เกินเวลา และแสดงภาษีขายขาดไป ต้องรับผิดเสียภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย เดือนภาษีเมษายน ๒๕๔๙ ยื่นแบบฯ เกินเวลา และแสดงภาษีขายขาดไป โดยไม่นำรายรับค่ารับเหมาก่อสร้างที่ได้รับมายื่น แต่อ้างว่าเป็นเงินกู้ยืมจากผู้ว่าจ้าง ต้องรับผิดเสียภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามกฎหมาย ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตัดสินเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางว่า การประเมินชอบแล้ว สำหรับกรณีการขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับภาษีและเงินเพิ่ม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่มา วรสารกฎหมายใหม่