
ไทย-กัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงทันที! ลงนามแถลงการณ์ร่วม 16 ข้อ
5 มกราคม 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
ไทย-กัมพูชา บรรลุข้อตกลงหยุดยิงทันที! เริ่มผลบังคับใช้เที่ยงวันนี้ (27 ธ.ค. 68) หลังการประชุม GBC สมัยพิเศษ ณ จันทบุรี สองประเทศร่วมลงนามแถลงการณ์ร่วม 16 ข้อ สั่งระงับการเคลื่อนพล-ห้ามยั่วยุ พร้อมตั้งเงื่อนไขเฝ้าระวัง 72 ชั่วโมง ก่อนส่งคืน 18 ทหารกัมพูชา
เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ณ ด่านชายแดนบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ได้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย–กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/68 โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฝ่ายไทย และ พล.อ.เตีย เซียฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฝ่ายกัมพูชา เป็นประธานร่วมกัน
ข้อตกลงหยุดยิงและเงื่อนไขสำคัญ หลังจากการประชุมร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามใน แถลงการณ์ร่วม 16 ข้อ เพื่อลดระดับความตึงเครียดตามแนวชายแดน โดยมีผลให้ หยุดยิงทันทีตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันนี้ และกำหนดให้คงกำลังพลไว้ในระดับปัจจุบันโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายหรือเสริมกำลังเพิ่มเติม ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดเพื่อป้องกันการยั่วยุซ้ำ, พล.อ.ณัฐพล ระบุว่าไทยได้กำหนดเงื่อนไข 3 ประการเพื่อให้เกิดความสงบที่ยั่งยืน ได้แก่:
- การประกาศหยุดยิงต้องเป็นไปอย่างทางการและจริงใจ
- การหยุดยิงต้องเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง
- ต้องมีการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดร่วมกัน
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเฝ้าสังเกตการณ์สถานการณ์เป็นเวลา 72 ชั่วโมง หากสถานการณ์สงบลงอย่างสมบูรณ์และประชาชนสามารถกลับเข้าที่พักอาศัยได้อย่างปลอดภัย ฝ่ายไทยจะดำเนินการ ส่งคืนทหารกัมพูชาทั้ง 18 นาย กลับประเทศตามหลักสากล การแก้ปัญหาทุ่นระเบิดและอาชญากรรมข้ามชาติ ในแถลงการณ์ยังระบุถึงความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมผ่านคณะทำงานร่วม (JCTF) โดยเน้นย้ำว่าต้องทำให้พื้นที่ปลอดภัยก่อนจะเริ่มการสำรวจปักปันเขตแดนในอนาคต, รวมถึงการร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Cyber Scams) และการค้ามนุษย์ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ
คำแปลแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ฉบับเต็ม
ส่วนที่ 1: มาตรการลดความตึงเครียด (De-escalation Measures)
- การหยุดยิงทันที: ทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิงทันทีหลังลงนาม โดยเริ่มผลบังคับใช้เวลา 12.00 น. ของวันที่ 27 ธ.ค. 2568 ครอบคลุมอาวุธทุกประเภท รวมถึงการโจมตีพลเรือนและเป้าหมายทางทหาร และต้องหลีกเลี่ยงการยิงหรือการเคลื่อนกำลังล่วงล้ำตำแหน่งของอีกฝ่าย,
- การคงกำลังพล: ให้คงกำลังพล ณ ปัจจุบัน โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายเพิ่มเติม และไม่มีการส่งหน่วยลาดตระเวนไปยังตำแหน่งของอีกฝ่าย,
- เขตแดน: ข้อตกลงนี้ไม่กระทบต่อการปักปันเขตแดน และเห็นชอบให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) กลับมาดำเนินการสำรวจโดยเร็วที่สุด โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่ก่อน,
- การกลับคืนถิ่นของพลเรือน: อนุญาตให้พลเรือนกลับเข้าที่พักอาศัยและประกอบอาชีพในฝั่งของตนได้อย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด,
- ไม่เพิ่มกำลังทหาร: ตกลงที่จะไม่เพิ่มกำลังทหารตลอดแนวชายแดนเพื่อไม่ให้ความตึงเครียดสูงขึ้น,
- งดเว้นการยั่วยุ: ไม่กระทำการที่ยั่วยุ เช่น การรุกล้ำน่านฟ้าหรือดินแดน และงดการสร้างสิ่งก่อสร้างทางทหารเพิ่มเติม,
- การคุ้มครองพลเรือน: จะไม่ใช้กำลังต่อพลเรือนและสิ่งของของพลเรือนในทุกกรณี,
- ต่อต้านข่าวปลอม: งดเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม (Fake News) เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจา,
- พันธกรณีทุ่นระเบิด: ยืนยันตามอนุสัญญาออตตาวา และจะร่วมมือผ่านคณะทำงานประสานงานร่วม (JCTF) ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน,
- ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ: ร่วมมือป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) และการค้ามนุษย์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน,,
- ส่งคืนทหาร: จะส่งคืนทหารกัมพูชา 18 นาย กลับประเทศ เมื่อการหยุดยิงผ่านพ้นไป 72 ชั่วโมงอย่างสมบูรณ์,
ส่วนที่ 2: กลไกการดำเนินงานและการตรวจสอบ
- ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT): เสริมสร้างบทบาทของ AOT ในการตรวจสอบและรับรองผลการปฏิบัติ,
- หน่วยประสานงานชายแดน: ใช้หน่วยประสานงานชายแดนของทั้งสองฝ่ายเพื่อให้มั่นใจว่าการหยุดยิงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง,
- สายด่วนสื่อสาร: รักษาช่องทางการสื่อสารสายตรงระหว่าง รมว.กลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองฝ่าย,
- การประสานงาน JCTF: แจ้งหน่วยงานท้องถิ่นเพื่ออำนวยความสะดวกในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแผนที่ตกลงกัน,
- ทีมสื่อภาครัฐ: ทีมสื่อทั้งสองฝ่ายจะสื่อสารกันโดยตรงเพื่อจัดการข่าวปลอมและสร้างความโปร่งใส,
ลงชื่อ: พล.อ. เตีย เซียฮา (กัมพูชา) และ พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ (ไทย)
