
กล้วยไม้ไทย-ดอกบัว: จาก "มรดกทางวัฒนธรรม" สู่ "New S-Curve" แห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์
9 มิถุนายน 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
ตลาดดอกไม้ตัดโลก: มูลค่ามหาศาลที่ยังเติบโตไม่หยุด
ข้อมูลจากรายงาน Research And Markets: Cut Flowers Market Report 2026 ชี้ชัดว่าตลาดดอกไม้ตัดของโลกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 38,740 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดการณ์ว่าจะพุ่งแตะ 46,980 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2570 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 4.9% แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการค้าดอกไม้ออนไลน์ที่บูมขึ้น ความนิยมปลูกดอกไม้แบบยั่งยืน และการใช้ดอกไม้ในไลฟ์สไตล์และสุขภาพยุคใหม่
ด้านการส่งออกดอกไม้ตัดของโลก ปี 2567 พบว่ามูลค่ารวมอยู่ที่ 11,255 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 6.0% จากปีก่อนหน้า โดย 5 ผู้ส่งออกอันดับต้นของโลก ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ (ส่วนแบ่ง 46.4%), โคลอมเบีย (20.9%), เอกวาดอร์ (9.0%), เคนยา (6.4%) และเอธิโอเปีย (2.6%)
ขณะที่ การนำเข้าดอกไม้ตัดของโลก อยู่ที่ 10,493.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 5.4% โดยผู้นำเข้า 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (25.8%), เยอรมนี (12.3%), เนเธอร์แลนด์ (11.4%), สหราชอาณาจักร (7.7%) และรัสเซีย (3.7%)
ไทยอยู่ที่ไหนในแผนที่โลก?
ปี 2568 ไทยส่งออกดอกไม้ตัด 20,508 ตัน มูลค่า 78.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,568 ล้านบาท) ขยายตัว 10.0% จากปีก่อน โดย กล้วยไม้เป็นดอกไม้ตัดที่ไทยส่งออกมากที่สุด มีมูลค่า 18,833 ตัน คิดเป็น 70.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวถึง 13.4%
ไทยติดอันดับที่ 2 ของโลก ในการส่งออกกล้วยไม้ตัด ด้วยส่วนแบ่ง 33.2% ของมูลค่าการส่งออกกล้วยไม้ทั่วโลก โดยคู่แข่งหลักของไทยคือ เนเธอร์แลนด์ (37.0%) ตลาดหลักที่ซื้อกล้วยไม้ไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (33.2%), เวียดนาม (23.4%), ญี่ปุ่น (16.1%), จีน (11.9%) และอิตาลี (4.3%)
"ดอกบัว" — โอกาสใหม่ที่รอการปลดล็อก
นอกจากกล้วยไม้ สนค. ยังชูบทบาทของ "ดอกบัว" ในฐานะดาวรุ่งแห่งวงการดอกไม้ไทย โดยในปี 2568 ไทยมีพื้นที่ปลูกบัวกว่า 157,309 ไร่ ผลิตดอกบัวได้ 52,499 ตัน โดยแหล่งปลูกหลักอยู่ที่ นครปฐม สุพรรณบุรี นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา และนครราชสีมา
ตลาดดอกบัวระดับโลก (บัวแก็กและดอกไม้แห้ง) ปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 3,800 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะแตะ 6,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2034 ด้วย CAGR ที่ 6.9%
ดอกบัวไม่ได้มีคุณค่าแค่ด้านความงาม แต่กำลังถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลาย ทั้ง อาหารและเครื่องดื่ม (น้ำชาบัว สารสกัดจากบัว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร), ความงามและสุขภาพ (สกินแคร์ เวลเนส), รวมถึงการนำ Soft Power เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว ศิลปะ และงานหัตถกรรมไทย
Gen Z คือพลังที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้
กระแส Gen Z กับการถ่ายภาพคู่กับดอกบัว สไตล์ Thai Aesthetic บนโซเชียลมีเดีย ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นแรงเสริมสำคัญที่ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมดอกไม้ไทยให้มีมูลค่าและการรับรู้ในระดับโลก
มุมมองนักธุรกิจ: โอกาสอยู่ตรงไหน?
สำหรับผู้ประกอบการที่มองหาโอกาสในอุตสาหกรรมนี้ มีช่องทางที่น่าสนใจหลายด้าน ได้แก่
-
Agri-Tech & Precision Farming — การยกระดับการผลิตดอกไม้ด้วยเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มคุณภาพและลดต้นทุน
-
ดอกไม้แปรรูปมูลค่าสูง — สารสกัด ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สกินแคร์จากดอกบัว
-
E-Commerce ดอกไม้ — ตลาดออนไลน์ที่ยังมีช่องว่างสำหรับผู้เล่นรายใหม่
-
Floral Tourism & Experience — เชื่อมดอกไม้กับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์
-
Logistics & Cold Chain — ระบบขนส่งที่รองรับมาตรฐานส่งออกระดับโลก
"ไทยมีทั้งมรดกทางวัฒนธรรมและความสามารถด้านการผลิต สิ่งที่ขาดคือการแปลงคุณค่าเหล่านี้ให้กลายเป็นธุรกิจระดับโลกอย่างเป็นระบบ"
ที่มา: วารสาร สนค. ฉบับที่ 178 — Special Report: ความสำเร็จของกล้วยไม้ไทย และก้าวต่อไปของ "ดอกบัว" ในฐานะ New S-Curve แห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์






