สงครามการค้าสหรัฐฯ – จีน ปะทุรอบใหม่: โอกาสและความท้าทายของเศรษฐกิจไทย

สงครามการค้าสหรัฐฯ – จีน ปะทุรอบใหม่: โอกาสและความท้าทายของเศรษฐกิจไทย

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

โอกาสและความท้าทายสู่เศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกธุรกิจต้องจับตามองความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนซึ่งต่างผลัดกันเป็นคู่ค้าและคู่แข่งที่สำคัญของกันและกัน ล่าสุด เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศจะเก็บ “ภาษีนำเข้าสินค้าจีนเพิ่ม 100%” ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ กลิ่นอายของสงครามการค้าระลอกใหม่จึงฟุ้งกระจาย ส่งแรงสะเทือนไปถึงทุกมุมโลก รวมถึงประเทศไทยที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่การค้าโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การขู่ขึ้นภาษีสินค้าจีนของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับมาตรการตอบโต้ที่รุนแรงและเป็นสัญญาณเตือนว่าความตึงเครียดทางเศรษฐกิจระหว่างสองชาติอาจนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าโลก มิติด้านดีนั้น ไทยซึ่งมีโครงสร้างเศรษฐกิจด้านการส่งออกที่แข็งแกร่งอาจได้รับแรงขับเคลื่อนใหม่ จากการที่ผู้ซื้อสหรัฐฯ เริ่มมองหาคู่ค้าและแหล่งผลิตทางเลือกแทนจีน โรงงานไทยในกลุ่มสินค้าปลายน้ำ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร ยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาจได้รับโอกาสขยายตลาดและเพิ่มคำสั่งซื้อระยะสั้น เนื่องจากต้นทุนนำเข้าสินค้าจีนในสหรัฐฯ จะสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม โอกาสนั้นมาพร้อมกับความเสี่ยงและผลกระทบด้านลบที่ไม่อาจมองข้าม การพึ่งพาตลาดใหญ่ทั้งสหรัฐฯ และจีนของไทย ย่อมนำไปสู่ความผันผวนสูงในช่วงที่สงครามการค้ารุนแรงขึ้น อุตสาหกรรมที่ไทยเป็นฐานการผลิตให้กับผู้ประกอบการจีน อาจถูกกระทบจากการที่ลูกค้าจีนต้องเผชิญภาษีนำเข้าสูงจากสหรัฐฯ รวมถึงห่วงโซ่การผลิตโลกอาจถูกความไม่แน่นอนของนโยบายศุลกากรฉุดรั้ง ทำให้โรงงานไทยในกลุ่มชิ้นส่วนและวัตถุดิบมีคำสั่งซื้อหดตัวหรือชะลอ

ที่สำคัญ ความผันผวนในตลาดโลกย่อมส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและบรรยากาศการดำเนินธุรกิจโดยรวม หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีนชะลอตัวตามแรงกดดันของภาษีนำเข้า การส่งออกของไทยก็มีโอกาสสูญเสียอัตราการเติบโตหรือแม้กระทั่งถดถอย เศรษฐกิจไทยที่ขึ้นอยู่กับความเคลื่อนไหวของตลาดโลกจะต้องเร่งปรับตัว พัฒนาสินค้าและนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงขยายเครือข่ายการค้าและลงทุนกับตลาดเกิดใหม่ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว

เหตุผลและแรงจูงใจ

จุดชนวนความตึงเครียดรอบนี้ เกิดจากที่จีนประกาศควบคุมการส่งออก “แร่หายาก” วัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ยานยนต์ และกลาโหม ซึ่งจีนถือครองตลาดมากกว่า 70% ทรัมป์เห็นว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหรัฐจึงตอบโต้ด้วยนโยบายภาษีและจำกัดเทคโนโลยี

ผลกระทบต่อตลาดการค้า

การขึ้นภาษี 100% จะทำให้สินค้าเกือบทุกรายการที่นำเข้าจากจีนโดนภาษีในระดับที่สูงกว่าทุกยุค ส่งผลให้ต้นทุนสินค้านำเข้าในสหรัฐฯ สูงขึ้นทันที เกิดความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมที่พึ่งพาชิ้นส่วน/วัตถุดิบจีน เช่น รถยนต์ เทคโนโลยีขั้นสูง อิเล็กทรอนิกส์ และผู้บริโภคต้องเผชิญราคาสินค้าแพงขึ้น ขณะที่การส่งออกของจีนไปสหรัฐฯ อาจลดลงหนัก ด้านตลาดหุ้นและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ได้รับแรงกดดันทันทีหลังข่าวประกาศ โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้ดัชนีหุ้น S&P 500 ร่วงลง 2.7% ดัชนี Nasdaq 100 ร่วง 3.5% ราคาถั่วเหลืองในตลาดชิคาโกร่วง 1.9% นักลงทุนทั่วโลกเทขายสินทรัพย์เสี่ยงหันหาสินทรัพย์ปลอดภัย

บรรยากาศการลงทุนและการเมืองโลก

ความไม่แน่นอนของมาตรการตอบโต้ระหว่างสองชาติมหาอำนาจ สร้างความกังวลว่าสงครามการค้าครั้งนี้อาจลุกลามเป็นสงครามเทคโนโลยีและเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ เกิดความเสี่ยงกับเครือข่ายซัพพลายเชนโลก รวมถึงตลาดเกิดใหม่ที่พึ่งพาการส่งออก-นำเข้า เช่น อาเซียนและไทย 

ในเชิงการเมือง ทรัมป์ส่งสัญญาณอาจยอมถอยหากจีนยกเลิกมาตรการควบคุมแร่หายาก ขณะข้อตกลงระหว่างสองฝ่ายยังไม่แน่นอน ทั้งนี้ มีข่าวว่าทรัมป์และสี จิ้นผิง อาจพบกันนอกรอบประชุมเอเปคปลายเดือนนี้เพื่อคลี่คลายความตึงเครียด

สรุป

สงครามการค้ารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ – จีน ที่มีมาตรการภาษีและการห้ามส่งออกเทคโนโลยีเข้มข้น ยกระดับความขัดแย้งจากประเด็นแร่หายาก สร้างความผันผวนต่อตลาดการค้า การลงทุน และทิศทางเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ทุกสายตาจับตาแนวโน้มการเจรจาของสองผู้นำในเวทีเอเปคว่าจะแก้ไขวิกฤตนี้อย่างไร

สงครามการค้าระลอกใหม่จึงไม่ใช่เพียงบททดสอบของความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจไทย แต่ยังเป็นโอกาสในการปฏิรูปโครงสร้างภาคส่งออกและวางแผนรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นระบบ เมื่อลมพายุความขัดแย้งระหว่างคู่ค้าสำคัญยังคงพัดแรง ไทยต้องยืนหยัดบนเวทีโลกด้วยการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง วางยุทธศาสตร์ใหม่ให้ทันสถานการณ์ ก่อนที่จะกลายเป็นผู้รับผลกระทบกับกระแสโลกที่เปลี่ยนไปทุกวินาที