"วอร์เรน บัฟเฟตต์" ประกาศส่งไม้ต่อ CEO เบิร์กเชียร์ แฮทธาเวย์ หลัง 60 ปีบนบัลลังก์นักลงทุนตำนาน

"วอร์เรน บัฟเฟตต์" ประกาศส่งไม้ต่อ CEO เบิร์กเชียร์ แฮทธาเวย์ หลัง 60 ปีบนบัลลังก์นักลงทุนตำนาน

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

"เจ้าพ่อหุ้นคุณค่า" วอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศยุติบทบาทการเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เบิร์กเชียร์ แฮทธาเวย์ อย่างเป็นทางการหลังจากอยู่ในตำแหน่งมายาวนานถึง 60 ปี โดยจะส่งมอบความรับผิดชอบทั้งหมดให้กับ เกรก อาเบล รองประธานบริษัทวัย 62 ปี ผู้ที่ได้รับการวางตัวเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2564

บัฟเฟตต์ ผู้บริหารวัย 94 ปี ประกาศการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ในช่วงท้ายของการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีที่เมืองโอมาฮา ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 40,000 คน สร้างความประหลาดใจและเป็นจุดจบของยุคสมัยที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์การลงทุน

"ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เกรกควรขึ้นเป็น CEO ของบริษัทในสิ้นปีนี้" บัฟเฟตต์กล่าว พร้อมเสริมว่าเขาจะยังคง "อยู่ช่วยเหลือและอาจมีประโยชน์ในบางกรณี" แต่อำนาจการตัดสินใจสุดท้ายจะเป็นของอาเบล

เส้นทาง 60 ปีของวอร์เรน บัฟเฟตต์

บัฟเฟตต์เริ่มต้นเส้นทางนักลงทุนตั้งแต่อายุ 11 ปี ด้วยการซื้อหุ้นแรกในชีวิตชื่อ Cities Service Preferred ก่อนที่จะพัฒนาทักษะและกลยุทธ์การลงทุนภายใต้การสอนของ เบนจามิน เกรแฮม ผู้เป็นอาจารย์และผู้พัฒนาแนวคิด "การลงทุนในคุณค่า" (Value Investing)

ในปี 2508 บัฟเฟตต์เข้าซื้อกิจการโรงงานทอผ้าในนิวอิงแลนด์ที่กำลังประสบปัญหา และเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นบริษัทคอนกลอเมอเรตมูลค่ามหาศาลที่มีธุรกิจหลากหลาย ตั้งแต่ประกันภัย Geico, รถไฟ BNSF ไปจนถึงแบรนด์ชื่อดังอย่าง Dairy Queen และ Fruit of the Loom

ด้วยกลยุทธ์การลงทุนระยะยาวและการเลือกธุรกิจที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน (Economic Moat) หุ้นเบิร์กเชียร์เติบโตขึ้นอย่างน่าทึ่งกว่า 5,502,284% ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ทำให้บัฟเฟตต์กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ด้วยทรัพย์สินส่วนตัวมูลค่า 1.68 แสนล้านดอลลาร์

บัฟเฟตต์ทำงานร่วมกับ ชาร์ลี มังเกอร์ เพื่อนและหุ้นส่วนทางธุรกิจมายาวนาน ก่อนที่มังเกอร์จะเสียชีวิตในเดือนพฤศจิกายน 2566 คู่หูที่มีความเชื่อร่วมกันในหลักการลงทุนนี้สร้างผลงานที่โดดเด่นและเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก

วิถีชีวิตเรียบง่าย: บทเรียนส่วนตัว

สิ่งที่ทำให้บัฟเฟตต์โดดเด่นและน่าประทับใจไม่ใช่เพียงความสำเร็จในการลงทุน แต่ยังรวมถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่าย แม้จะเป็นมหาเศรษฐีระดับโลก แต่เขาไม่เคยย้ายออกจากบ้านที่ซื้อไว้ตั้งแต่ปี 2501 ในราคาเพียง 31,500 ดอลลาร์ ในเมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกา

บัฟเฟตต์รับประทานอาหารอย่างเรียบง่าย มักทานที่ร้านอาหารจานด่วนที่เขาชื่นชอบอย่าง McDonald's และดื่ม Coca-Cola เป็นประจำ (ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่เขาลงทุน) เขาใช้รถยนต์คันเดิมเป็นเวลานานและไม่หลงใหลกับสิ่งฟุ่มเฟือย

แนวคิด "ใช้น้อยกว่าที่หาได้" เป็นปรัชญาที่บัฟเฟตต์ยึดมั่นตลอดชีวิต การอยู่ต่ำกว่าความสามารถทางการเงินทำให้เขามีอิสระที่จะตัดสินใจในการลงทุนโดยไม่ถูกครอบงำด้วยวัตถุนิยม

บัฟเฟตต์มักบริจาคเงินจำนวนมหาศาลเพื่อการกุศล และตั้งใจจะบริจาคทรัพย์สินส่วนใหญ่ของเขาหลังเสียชีวิต โดยเฉพาะผ่านมูลนิธิของ บิล และ เมลินดา เกตส์ วิถีชีวิตอันเรียบง่ายของเขาเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นหลัง แสดงให้เห็นว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากวัตถุสิ่งของ แต่มาจากการทำในสิ่งที่รักและถนัด

บทเรียนจากปรัชญาการลงทุนของบัฟเฟตต์

หัวใจสำคัญของความสำเร็จของบัฟเฟตต์คือปรัชญาการลงทุนที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ ซึ่งเน้นการลงทุนในคุณค่า (Value Investing) หลักการสำคัญที่นักลงทุนทั่วไปสามารถเรียนรู้ได้ประกอบด้วย:

1. แยกแยะระหว่างราคากับคุณค่า - "ราคาคือสิ่งที่คุณจ่าย คุณค่าคือสิ่งที่คุณได้รับ" บัฟเฟตต์มุ่งเน้นการมองหาบริษัทที่มีมูลค่าที่แท้จริงสูงกว่าราคาที่ซื้อขายในตลาด

2. ลงทุนในสิ่งที่เข้าใจ - แนวคิด "วงกลมแห่งความสามารถ" (Circle of Competence) เน้นการรู้ขอบเขตความรู้ของตนเอง และไม่ลงทุนในธุรกิจที่ไม่เข้าใจ

3. ปกป้องเงินทุน - "กฎข้อที่ 1 คือ อย่าขาดทุน กฎข้อที่ 2 คือ อย่าลืมกฎข้อที่ 1" บัฟเฟตต์ให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงและการปกป้องเงินลงทุน

4. มองระยะยาว - การลงทุนคือการเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่ใช่แค่การเก็งกำไรระยะสั้น บัฟเฟตต์มักถือครองหุ้นเป็นเวลานานหลายทศวรรษหากธุรกิจยังคงแข็งแกร่ง

5. ต้านทานอารมณ์ตลาด - "ให้กลัวเมื่อคนอื่นโลภ และให้โลภเมื่อคนอื่นกลัว" บัฟเฟตต์ไม่ได้ทำตามกระแสตลาด แต่ใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการซื้อธุรกิจดีๆ ในราคาที่ถูกลง

นอกจากนี้ บัฟเฟตต์ยังเน้นความสำคัญของความอดทน การมีวินัย และความซื่อสัตย์ในการลงทุน หลักการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี แต่เป็นแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลผ่านการทดสอบของเวลา และสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

เกรก อาเบล: ทายาททางธุรกิจที่เชื่อถือได้

อาเบลเข้าร่วมกับเบิร์กเชียร์ในปี 2543 เมื่อบริษัทซื้อกิจการ MidAmerican Energy ซึ่งต่อมาเขาได้ขึ้นเป็น CEO ในปี 2551 นักธุรกิจชาวแคนาดาผู้นี้มีประวัติการทำงานที่น่าประทับใจ ก่อนหน้านี้เขาทำงานที่ CalEnergy และประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนบริษัทพลังงานขนาดเล็กให้กลายเป็นธุรกิจพลังงานที่หลากหลาย

อาเบลได้เข้ามามีบทบาทในหลายความรับผิดชอบของบัฟเฟตต์แล้ว รวมถึงการจัดสรรเงินทุน เมื่อถูกถามว่าการดูแลธุรกิจ 189 แห่งของเบิร์กเชียร์จะแตกต่างจากบัฟเฟตต์อย่างไร เขาตอบว่าจะมีความกระตือรือร้นมากขึ้น แต่ยังคงแนวทางการลงทุนในคุณค่าที่มีความอดทนแบบเดียวกับที่บัฟเฟตต์ยึดถือมาตลอด

"ผมรู้สึกถ่อมตัวและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเบิร์กเชียร์ต่อจากนี้" อาเบลกล่าวกับผู้ถือหุ้น พร้อมยืนยันว่าพร้อมที่จะบริหารเงินสดมหาศาลของบริษัทกว่า 3.47 แสนล้านดอลลาร์เมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม

ความท้าทายในศักราชใหม่

บัฟเฟตต์ให้ความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ต่ออาเบล โดยย้ำว่าไม่มีความตั้งใจที่จะขายหุ้นเบิร์กเชียร์แม้แต่หุ้นเดียว "การตัดสินใจถือครองหุ้นทั้งหมดเป็นการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ เพราะผมคิดว่าอนาคตของเบิร์กเชียร์จะดีกว่าภายใต้การบริหารของเกรก มากกว่าของผม" บัฟเฟตต์กล่าว

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนและนักวิเคราะห์หลายรายยังมีคำถามสำคัญ "เบิร์กเชียร์จะยังคงมีพรีเมียมของบัฟเฟตต์เมื่อบัฟเฟตต์ไม่อยู่แล้วหรือไม่" เคธี่ ไซเฟิร์ต นักวิเคราะห์จาก CFRA Research ตั้งข้อสังเกต "คุณกำลังซื้อหุ้นและได้รับความเชี่ยวชาญในการลงทุนของตำนาน เมื่อตำนานหายไป มูลค่าจะเป็นอย่างไร"

รอน โอลสัน กรรมการบริษัทเบิร์กเชียร์ กล่าวหลังการประชุมว่า "มันทำให้ผมประหลาดใจ แต่ก็ประทับใจ ผมกระตือรือร้นที่จะเห็นวอร์เรนกลายเป็นชาร์ลี มังเกอร์ สำหรับเกรก อาเบล" หมายถึงการเปรียบเทียบกับบทบาทที่ชาร์ลี มังเกอร์ อดีตหุ้นส่วนทางธุรกิจของบัฟเฟตต์ที่เสียชีวิตในเดือนพฤศจิกายน 2566 เคยมีต่อบัฟเฟตต์

การส่งมอบตำแหน่ง CEO ครั้งนี้จะเริ่มตั้งแต่สิ้นปี 2568 เป็นต้นไป โดยคณะกรรมการบริษัทจะหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นทางการในวันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับศักราชใหม่ของเบิร์กเชียร์ แฮทธาเวย์ หลังยุคบัฟเฟตต์