
บทเรียนจากแผ่นดินไหว ความล้มเหลวระบบเตือนภัยแห่งชาติ
31 มีนาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 8.2 บนบก บริเวณประเทศเมียนมา ความลึก 10 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงประเทศไทย สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนทั่วประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล แต่สิ่งที่สะท้อนความล้มเหลวของระบบเตือนภัยพิบัติแห่งชาติอย่างชัดเจนคือ การส่งข้อความเตือนภัย (SMS) ที่ล่าช้าและไม่ทั่วถึง ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับข้อมูลและคำแนะนำที่จำเป็นในภาวะฉุกเฉิน
ปัญหาเชิงโครงสร้าง: เมื่อ SMS ล้าหลังยุคดิจิทัล
การใช้ระบบ SMS เป็นช่องทางหลักในการแจ้งเตือนภัยพิบัติระดับชาติเป็นการเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีข้อจำกัดชัดเจน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องการความรวดเร็ว ข้อมูลจากการประชุมติดตามสถานการณ์โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ณ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (ศปภ.ช.) เผยว่า ระบบ SMS ที่ใช้อยู่มีข้อจำกัดสำคัญ คือสามารถส่งข้อความได้เพียงครั้งละ 200,000 เลขหมายเท่านั้น
นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ได้ชี้แจงในที่ประชุมเมื่อถูกสอบถามว่า เซลล์บรอดคาสต์ใช้เวลาประมาณ 15 นาที โดยจะส่งไปที่เซลล์ไซต์และเซลล์ไซต์จะกระจายสัญญาณทันที แต่เมื่อเป็นระบบ SMS ต้องมีการรันนัมเบอร์ ซึ่งทำให้ส่งได้ครั้งละ 200,000 เลขหมายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทรูและเอไอเอสกำลังพัฒนาระบบให้ส่งได้ครั้งละ 3 ล้านเลขหมาย แต่ก็ยังต้องใช้เวลาร่วม 5-6 ชั่วโมง เพราะต้องรันคิว จึงเป็นข้อจำกัดทางเทคโนโลยีของ SMS
ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว การส่งข้อความเตือนภัยให้ประชาชนทั่วประเทศกว่า 10 ล้านเลขหมาย จึงต้องทยอยส่งและใช้เวลานาน ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับข้อความในช่วงเวลาที่วิกฤติที่สุด
ประสานงานลักลั่น: เมื่อหลายหน่วยงานขาดการบูรณาการ
นอกจากข้อจำกัดทางเทคโนโลยีแล้ว ปัญหาการประสานงานระหว่างหน่วยงานก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญของความล่าช้า ขั้นตอนการส่งข้อความเตือนภัยต้องผ่านหลายหน่วยงาน เริ่มจากกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งข้อมูลไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จากนั้น ปภ. ส่งข้อความไปยัง กสทช. และ กสทช. ประสานงานกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเพื่อส่งข้อความต่อไปยังประชาชน
เหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเวลา 13.20 น. แต่ จากข้อมูลการประชุม ปภ. ส่งข้อความถึง กสทช. ครั้งแรกเวลาประมาณ 14.30 น. ล่าช้าไปราว 1 ชั่วโมง 10 นาที ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประชาชนควรได้รับคำแนะนำในการปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม
ที่ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สอบถามถึงขั้นตอนการส่งข้อความเตือนภัย โดยนายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรม ปภ. แจ้งว่า ได้ส่งข้อความทั้งหมด 4 ครั้ง โดยส่งครั้งแรกที่ประมาณ 14.30 น. มีเนื้อหาเกี่ยวกับการให้ประชาชนเข้าอาคารได้ในกรณีที่มีความจำเป็น ครั้งที่ 2-3 เวลา 16.07 น. และ 16.09 น. เกี่ยวกับข้อปฏิบัติตนกรณีแผ่นดินไหว และครั้งสุดท้ายเวลา 16.44 น. แจ้งให้ประชาชนกลับเข้าอาคารได้
"เนื่องจากสถานการณ์มันเกิดขึ้นแล้ว ทุกคนรับรู้หมดแล้ว ปภ. ส่งให้ประชาชนสามารถเข้าอาคารได้ในกรณีที่มีความจำเป็น เนื่องจากว่าพอเกิดเหตุการณ์คนที่อยู่ในอาคารสูงจะเดินลงมาทันที เพราะฉะนั้นประชาชนจะไม่รู้เลยว่าต้องทำตัวอย่างไร" นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรม ปภ. ชี้แจง
ความซ้ำซ้อนของอำนาจหน้าที่: การเมืองซ้อนทับเทคโนโลยี
ความไม่ชัดเจนในอำนาจหน้าที่ระหว่างหน่วยงานเป็นอีกปัญหาที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบเตือนภัย จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 เรื่องการจัดระบบการแจ้งข้อมูลผ่านการสื่อสารโทรคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) นำโดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ จากพรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอร่างระเบียบให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ
ทว่าข้อเสนอนี้ถูกทักท้วงจากรองนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้ชี้ให้เห็นถึงความซ้ำซ้อนในอำนาจหน้าที่ระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ กับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ซึ่งสังกัดกระทรวงมหาดไทย
" ในปัจจุบันกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานของรัฐที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารระบบการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติให้ทำหน้าที่หลักในการใช้ระบบแจ้งเตือนภัยผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ [...] ดังนั้น การดำเนินภารกิจของหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการแจ้งเตือนภัยประชาชนตามร่างระเบียบดังกล่าว จึงอาจซ้ำซ้อนกับการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน " ความเห็นจากรองนายกรัฐมนตรีนายอนุทินระบุ
การทักท้วงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งเชิงอำนาจระหว่างสองพรรคร่วมรัฐบาล โดยพรรคเพื่อไทย ซึ่งควบคุมกระทรวงดิจิทัลฯ พยายามผลักดันให้กระทรวงดิจิทัลฯ มีบทบาทนำในระบบการแจ้งเตือนภัย ขณะที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งควบคุมกระทรวงมหาดไทย ต้องการรักษาอำนาจหน้าที่นี้ไว้กับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ความขัดแย้งเชิงอำนาจนี้ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องมีมติให้กระทรวงดิจิทัลฯ รับความเห็นของรองนายกฯ อนุทินไปหารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติก่อน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การพัฒนาระบบเตือนภัยเกิดความล่าช้า
Cell Broadcast: ความหวังที่ยังไม่เป็นจริง
แม้ประเทศไทยจะมีแผนการพัฒนาระบบ Cell Broadcast ซึ่งสามารถส่งข้อความเตือนภัยได้พร้อมกันและรวดเร็วกว่า SMS แต่โครงการดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ แม้ว่าบอร์ด กสทช. จะอนุมัติกรอบวงเงินสนับสนุนระบบ Cell Broadcast Center (CBC), Core Network, Radio Network และค่าบำรุงรักษาระบบ จำนวน 3 ปี มูลค่าราว 1,030 ล้านบาท ให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ได้แก่ AIS, TRUE และ NT แล้วก็ตาม
"ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือพร้อมในเรื่องระบบแล้ว แต่ยังรอระบบจาก ปภ. หากยังดำเนินการไม่ได้ ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือก็ยังดำเนินการไม่ได้ เพราะระบบจะต้องเชื่อมต่อกัน" รักษาการเลขาธิการ กสทช. ยืนยัน
ระบบ Cell Broadcast มีจุดเด่นในการส่งข้อความให้ผู้ใช้บริการในพื้นที่เสี่ยงภัยได้พร้อมกันโดยใช้เวลาเพียง 15 นาที รองรับการแจ้งเตือนได้ 5 ภาษา (ไทย อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น และรัสเซีย) โดยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนล่วงหน้า สามารถส่งข้อความในรูปแบบข้อความตัวอักษร รูปภาพ และเสียง พร้อมทั้งมีสัญญาณเสียงและข้อความที่แสดงบนหน้าจอ (Pop up) แต่ความล่าช้าในการพัฒนาระบบทำให้ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาระบบ SMS ที่มีข้อจำกัด
บทเรียนสู่การปฏิรูป
เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูประบบเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ไม่ใช่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างการทำงานและการประสานงานระหว่างหน่วยงาน
นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เร่งรัดการพัฒนาระบบ Cell Broadcast ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2568 แต่สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือการทบทวนโครงสร้างความรับผิดชอบและการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
คำถามสำคัญที่ต้องตอบคือ ประเทศไทยพร้อมรับมือกับภัยพิบัติครั้งต่อไปมากน้อยเพียงใด และบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ เพราะความล่าช้าในการแจ้งเตือนภัยอาจแลกมาด้วยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
