
Apple จับมือ Google ใช้ Gemini AI ปรับโฉม Siri ปี 2026 ยกระดับผู้ช่วยเสียงสู่ยุคใหม่
25 สิงหาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
ในปี 2025 นี้ มีข่าวใหญ่ที่วงการเทคโนโลยีจับตาอย่างใกล้ชิด แอปเปิลกำลังเปิดโต๊ะเจรจากับกูเกิล เพื่อนำเทคโนโลยี Gemini AI มาช่วยยกเครื่อง Siri ผู้ช่วยเสียงคู่ใจของ iPhone ให้ฉลาดขึ้น ล้ำขึ้น และพร้อมเปิดตัวโฉมใหม่ในปี 2026 ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะพลิกเกมผู้ช่วยดิจิทัลอีกครั้ง
จาก Siri รุ่นแรก สู่ Siri ยุค AI ขั้นสูง
แม้ Siri จะเป็นผู้ช่วยเสียงรุ่นบุกเบิก แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กลับถูกมองว่าตามหลังคู่แข่งอย่าง Google Assistant และ Alexa ที่จัดการคำสั่งซับซ้อนได้คล่องกว่า และเชื่อมต่อบริการรอบตัวได้ลึกกว่าเดิม แอปเปิลเดิมทีตั้งเป้าเปิด Siri เวอร์ชันใหม่ในปี 2025 แต่ด้วยความท้าทายด้านวิศวกรรม จึงเลื่อนเป็นปี 2026 พร้อมวางทางเลือกสองสาย คือใช้โมเดล AI ที่พัฒนาภายใน (ชื่อโค้ด Linwood) หรือร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีภายนอก (ชื่อโค้ด Glenwood)
Gemini AI: ความฉลาดที่มากับความเป็นส่วนตัว
สิ่งที่ทำให้การจับมือกับกูเกิลน่าสนใจ คือ Gemini AI จะถูกปรับให้รันบน Private Cloud Compute ของแอปเปิลเอง เพื่อรักษาจุดแข็งด้าน ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้ ที่แอปเปิลยึดมั่นมาโดยตลอด หากการเจรจาสำเร็จ Siri จะก้าวสู่การตอบสนองที่ “เข้าใจบริบท” ได้ดีขึ้น รองรับคำสั่งซับซ้อน และเชื่อมโยงกับแอปและบริการรอบตัวได้อย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ยังจะถูกผนวกเข้ากับชุดฟีเจอร์ Apple Intelligence ที่มาพร้อมกับ iOS 18
ความท้าทายและเส้นทางข้างหน้า
แอปเปิลไม่ใช่หน้าใหม่ในเกม AI แต่ก็เผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งที่เร่งลงทุนอย่างดุดัน ทั้ง OpenAI, Anthropic หรือแม้แต่กูเกิลเอง ก่อนหน้านี้แอปเปิลเคยเปิดดีลพูดคุยกับ Anthropic และ OpenAI เพื่อดึงโมเดล Claude และ ChatGPT มาช่วยพัฒนา Siri เช่นกัน อย่างไรก็ดี จนถึงตอนนี้ทั้งแอปเปิลและกูเกิลยัง “ไม่คอนเฟิร์ม” ความร่วมมืออย่างเป็นทางการ ทำให้ต้องติดตามกันต่อว่าข้อตกลงนี้จะลงเอยเช่นไร
สัญญาณเปลี่ยนเกมในโลกผู้ช่วยดิจิทัล
สิ่งที่ชัดเจนคือ แอปเปิลกำลังเร่ง “รีเฟรช” Siri เพื่อไม่ให้ตามหลังในยุค AI ที่โตเร็วแบบก้าวกระโดด หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง เราอาจได้เห็น Siri กลับมาทวงบัลลังก์ผู้ช่วยเสียงระดับโลก พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ที่ฉลาด ลื่นไหล และปลอดภัยกว่าเดิมให้ผู้ใช้ทั่วโลกในปี 2026 หากผู้ช่วยดิจิทัลแบบ AI เช่น Apple Siri มีการผสานเทคโนโลยี AI ขั้นสูงในอนาคต จะส่งผลให้ Siri ฉลาดขึ้น สามารถตอบสนองคำสั่งและเข้าใจบริบทได้เหมือนแชทบอทระดับสูง รวมถึงเชื่อมต่อกับแอปต่าง ๆ เพื่อทำงานอัตโนมัติได้แม่นยำและซับซ้อนมากขึ้น ประสบการณ์ผู้ใช้จะเปลี่ยนจากการสั่งงานพื้นฐาน เช่น ตั้งเตือน หรือค้นหาข้อมูลทั่วไป สู่การใช้ Siri เป็น “ผู้ช่วยส่วนบุคคลอัจฉริยะ” เช่น วิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์อีเมล วางแผนการทำงานเชิงลึก
ผลกระทบและโอกาสทางธุรกิจ
ธุรกิจสามารถพัฒนาบริการใหม่ ๆ โดยเชื่อมต่อ Siri กับระบบอื่นๆ มากกว่าการนำไปใช้แค่ในมือถือหรืออุปกรณ์ส่วนตัว ส่งผลต่อทั้งงานซัพพอร์ตลูกค้า การจอง หรือประสานงานอัตโนมัติ ธุรกิจมีโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการพัฒนาบริการใหม่ ๆ ที่หลากหลาย โดยการเชื่อมต่อ Siri เข้ากับระบบธุรกิจภายในองค์กรอย่างลึกซึ้ง ซึ่งจะก้าวข้ามขีดจำกัดของการใช้งาน Siri บนอุปกรณ์พกพาหรืออุปกรณ์ส่วนตัวเท่านั้น การบูรณาการนี้จะส่งผลกระทบในเชิงบวกอย่างมหาศาลต่อหลายภาคส่วน ได้แก่:
- งานสนับสนุนลูกค้า (Customer Support): Siri สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเสมือนจริงที่ชาญฉลาด ตอบคำถามที่พบบ่อย ให้ข้อมูลสินค้าหรือบริการ แก้ไขปัญหาเบื้องต้น หรือแม้กระทั่งแนะนำลูกค้าไปยังช่องทางที่เหมาะสมสำหรับการช่วยเหลือที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น การบูรณาการนี้จะช่วยลดภาระงานของพนักงาน เพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ และยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า
- การจองและนัดหมาย (Bookings and Appointments): ระบบ Siri ที่เชื่อมต่อกับระบบธุรกิจสามารถอำนวยความสะดวกในการจองบริการต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นการจองโต๊ะในร้านอาหาร การนัดหมายแพทย์ การจองห้องประชุม หรือแม้กระทั่งการจองตั๋วภาพยนตร์ ลูกค้าสามารถออกคำสั่งด้วยเสียงและให้ Siri ดำเนินการจองให้เสร็จสิ้น พร้อมส่งการยืนยันและแจ้งเตือน
- การประสานงานอัตโนมัติ (Automated Coordination): Siri สามารถเข้ามาช่วยในงานประสานงาน เช่น การจัดตารางการประชุม การแจ้งเตือนงานสำคัญ การส่งข้อมูลไปยังทีมที่เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งการสั่งงานเบื้องต้นให้กับระบบอื่น ๆ การทำงานร่วมกันนี้จะช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร และทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น
ตลาดหุ้นตอบรับร้อนแรง
ทันทีที่มีรายงานข่าว ความเคลื่อนไหวนี้ก็สะเทือนตลาด หุ้นแอปเปิลดีดขึ้น +1.6% ขณะที่ Alphabet (บริษัทแม่ของกูเกิล) พุ่งแรงกว่า +3.7% ในวันเดียว สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์
