บทสรุป 10 ปี "เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน" ไปต่อหรือพอแค่นี้

บทสรุป 10 ปี "เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน" ไปต่อหรือพอแค่นี้

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

สำหรับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน รัฐบาลได้เริ่มดำเนินงานพัฒนาใน 10 พื้นที่ชายแดนเป้าหมาย ประกอบด้วย จังหวัดตาก สระแก้ว มุกดาหาร ตราด สงขลา หนองคาย นครพนม กาญจนบุรี นราธิวาส และเชียงราย โดยมีเป้าหมายกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนจัดระเบียบความมั่นคงชายแดน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โดยใช้ประโยชน์จากการเป็นช่องทางการค้าชายแดนที่สำคัญของประเทศ การตั้งอยู่บนแนวระเบียงเศรษฐกิจสำคัญของประเทศในภูมิภาค และการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้การสนับสนุนในด้านสิทธิประโยชน์การลงทุน การจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จด้านการบริหารจัดการแรงงาน และการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากร 

เช่นเดียวกับการจัดหาพื้นที่พัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการลงทุน โดยแต่ดั้งเดิมมีคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน แต่ต่อมาได้รับการยกเลิกไปโดยคำสั่งหัวหน้า คสช. เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 และปัจจุบันได้มีคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กพศ.) เป็นกลไกในการดำเนินงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. 2564

 

สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน

สำหรับการให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเพิ่มเติม โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2566 เป็นต้นไป และวันที่ 28 มิถุนายน 2567 เป็นต้นไป ซึ่งเพิ่มเติมกิจการเป้าหมาย จากเดิม 13 กลุ่มกิจการ 72 ประเภทกิจการ เพิ่มเป็น 13 กลุ่มกิจการ 88 ประเภทกิจการ เหมือนกันในทั้ง 10 เขต

ทั้งนี้ผู้ที่เข้ามาลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ในระดับสูงสุด ซึ่ง 17 ประเภทกิจการที่เพิ่มขึ้น ครอบคลุมทั้งด้านการผลิตการท่องเที่ยวและบริการ และเป็นกิจการที่สอดคล้องกับศักยภาพและโอกาสของพื้นที่และสถานการณ์การพัฒนาในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนหรือการผลิตเชื้อเพลิงจากขยะ กิจการศูนย์การแพทย์กิจการผลิตอาหารทางการแพทย์ กิจการบริการด้านแพทย์แผนไทย กิจการบริการแก่ธุรกิจสร้างภาพยนตร์ และกิจการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น เพื่อดึงดูดการลงทุนเพิ่มขึ้น

 

มูลค่าการลงทุน รอบ 10 ปี

จากข้อมูลของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานข้อมูลการลงทุนของภาคเอกชน และของการนิคมอุตสาหกรรม ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการเมื่อปี 2558 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 หรือครบรอบ 10 ปีของการพัฒนานโยบายดังกล่าว พบว่ามีมูลค่าการลงทุนเอกชนและ กนอ. ในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน รวม 54,006.77 ล้านบาท ประกอบด้วย

  1. การลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ และลงทุนแล้ว 90 โครงการ วงเงิน 26,412.39 ล้านบาท ในประเภทกิจการต่าง ๆ ทั้ง เสื้อผ้าสำเร็จรูป พลาสติก อาหารสัตว์ยานยนต์ เครื่องจักรและชิ้นส่วน อุปกรณ์ก่อสร้าง โรงพยาบาล ถุงมือยางทางการแพทย์ (จากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด 127 โครงการ วงเงิน 30,807.29 ล้านบาท)
  2. โครงการลงทุนของภาคเอกชนในพื้นที่พัฒนาซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตราด กาญจนบุรี และนครพนม รวม 5,106.02 ล้านบาท
  3. การลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้วและสงขลา รวม 5,731.21ล้านบาท (เฉพาะเงินลงทุนของ กนอ.และการลงทุนของภาคเอกชนในนิคมฯ)
  4. การจัดตั้งธุรกิจใหม่ 8,429 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 16,125.55ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็น SMEs สูงถึง 98% มีประเภทกิจการต่าง ๆ ทั้ง ก่อสร้างอาคารทั่วไป โลจิสติกส์ ผลิตเสื้อผ้า อสังหาริมทรัพย์ และโรงแรม รีสอร์ทและห้องชุด ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ผลิตไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์จากไม้แปรรูป
  5. การจัดตั้งเขตปลอดอากรในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก หนองคาย และสงขลาและคลังสินค้าทัณฑ์บนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก มุกดาหาร สงขลา หนองคาย และเชียงราย วงเงินรวม 510 ล้านบาท ซึ่งขอรับสิทธิประโยชน์ของกรมศุลกากร
  6. การให้สินเชื่อของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (Exim Bank)เพื่อการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงราย สงขลา ตาก และหนองคาย รวม 121.60ล้านบาท

 

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 10 ปี

ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ใน 10 พื้นที่ ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา แม้วาครอบคลุมทั้งในด้านการคมนาคมขนส่งระบบสาธารณูปโภค-สาธารณูปการ การพัฒนาด่านพรมแดน ด่านศุลกากร การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสังคม ซึ่งสามารถดำเนินการได้ตามแผน แต่ปัจจุบันมีความก้าวหน้าการดำเนินงานเฉลี่ย 90% เท่านั้น โดยมีโครงการสำคัญที่แล้วเสร็จ และจะทยอยแล้วเสร็จในช่วงปี 2562-2569 ดังนี้

โครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ : 

  • ทางหลวงหมายเลข 12 ตาก-แม่สอด (แล้วเสร็จทั้งเส้นในปี 2562)
  • อาคารท่าอากาศยานแม่สอด (ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2562)
  • สะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 (เปิดใช้งานแล้วในปี 2562)
  • ด่านศุลกากรและระบบอำนวยความสะดวกการผ่านแดน เช่น ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ (ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2562) 
  • ด่านพรมแดนแม่สอดแห่งที่ 2 (ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี2562) 
  • ด่านบ้านพุน้ำร้อน (ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2563)
  • อาคารที่ทำการด่านศุลกากรเชียงแสนแห่งใหม่และสิ่งปลูกสร้างประกอบ (ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2563) 
  • การต่อเติมความยาวทางวิ่งสนามบินแม่สอดให้สามารถรองรับเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น Boeing 737 (ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี2564)
  • ทางหลวงหมายเลข 3 ตราด – หาดเล็ก ตอนแยก ต.ไม้รูด – บ.คลองจาก (ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี2565)
  • ทางหลวงหมายเลข 1021 อ.เทิง – อ.ดอกคำใต้ ตอน อ.เชียงคำ – อ.เทิง (ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2566)
  • ปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกด่านศุลกากรคลองใหญ่ (ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2566)
  • ทางหลวงหมายเลข 4 – ด่านสะเดาแห่งที่ 2 (ตอนที่ 1) (ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2566)
  • โครงการเพิ่มหม้อแปลงด่านนอกในพื้นที่ด่านศุลกากรสะเดา อ.สะเดาจ.สงขลา (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) (ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2566)
  • ถนนแยก ทล.4 – ด่านสะเดา แห่งที่ 2 (ตอนที่ 2) (ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2567)

ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 

  • ทางเลี่ยงเมืองหนองคายตอนที่ 1 (ด้านตะวันออก) (คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2568)
  • ทางหลวงพิเศษหมายเลข 81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี (คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2568)
  • ศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม (คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2568) 
  • ถนนสาย มห. 3019แยก ทล. 212 –อ.เมือง จ.มุกดาหาร (ตอน 2) (คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2568) 
  • ด่านศุลกากร อรัญประเทศ (บ.หนองเอี่ยน) ด่านศุลกากรแม่สอด แห่งที่ 2 (คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2569)

 

การจัดหาพื้นที่รองรับการลงทุน

ส่วนการจัดหาพื้นที่พัฒนา เพื่อนำร่องการลงทุนในแต่ละเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ล่าสุดมีรายละเอียดดังนี้

สระแก้ว : ก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 ปัจจุบันมีนักลงทุนเข้าใช้พื้นที่แล้วประมาณ 25 ไร่ คิดเป็นสัดส่วน 6%

สงขลา : กนอ. ก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม ระยะที่ 1 แล้วเสร็จ ปัจจุบันมีนักลงทุน เข้าใช้พื้นที่ดำเนินกิจการแล้ว 69%

ตราด : ปัจจุบันเอกชนผู้เช่าพื้นที่พัฒนาอยู่ระหว่างปรับแผนการดำเนินงาน เพื่อเริ่มการก่อสร้างตลาดการค้าชายแดน และในระยะต่อไปจะพัฒนาเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวนานาชาติและบริการการค้าระหว่างประเทศครบวงจร

นครพนม และกาญจนบุรี : ปัจจุบันเอกชนผู้เช่าพื้นที่พัฒนาอยู่ระหว่างเตรียมการเข้าใช้พื้นที่ เพื่อพัฒนาด้านอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และโลจิสติกส์ กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พาณิชยกรรม ศูนย์กระจายสินค้า SMEs OTOP และอุตสาหกรรมทั่วไป

ตาก หนองคาย และมุกดาหาร : กรมธนารักษ์เตรียมเสนอแนวทางการบริหารจัดการที่ราชพัสดุต่อ กพศ.

อย่างไรก็ดีในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ทั้ง 10 พื้นที่ทั่วประเทศนั้น จะดูเหมือนว่ายังไม่ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้มากนัก แต่ในอีกแง่หนึ่งก็ยังเป็นพื้นที่ทางเลือกในการรองรับการลงทุนเชื่อมโยงระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนแนวทางการพัฒนาต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อก็คงต้องรอความชัดเจนในระดับนโยบายต่อไป