
แลนด์บริดจ์: โปรเจกต์สะพานเศรษฐกิจ 1 ล้านล้าน เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน
28 เมษายน 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
รัฐบาลไทยเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท เชื่อมการขนส่งระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ด้วยท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งและโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยง ตั้งเป้าประมูลปี 2569 และเปิดให้บริการภายในปี 2573
ทางเลือกใหม่ทดแทนช่องแคบมะละกา
ช่องแคบมะละกาปัจจุบันเป็นเส้นทางหลักเชื่อมการค้าระหว่างกลุ่มประเทศฝั่งมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก มีเรือผ่านประมาณ 100,000 ลำต่อปี เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 2.35 ต่อปี แลนด์บริดจ์จะเป็นทางเลือกใหม่ที่ลดระยะเวลาการขนส่งได้เฉลี่ย 4 วัน และประหยัดต้นทุนถึง 15% เมื่อเทียบกับการเดินเรืออ้อมช่องแคบมะละกา
ปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เผยว่า
"แลนด์บริดจ์จะเป็นท่าเรือสำหรับรองรับสินค้าที่ผลิตจากพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตรที่จะถูกนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม แทนที่จะส่งออกวัตถุดิบไปผลิตหรือแปรรูปที่ประเทศเพื่อนบ้าน"
องค์ประกอบสำคัญและงบประมาณแต่ละส่วน
โครงการแลนด์บริดจ์ประกอบด้วยการพัฒนาหลัก 3 ส่วน:
- ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน ที่แหลมอ่าวอ่าง อำเภอเมือง จังหวัดระนอง มูลค่า 330,810 ล้านบาท ออกแบบให้รองรับสินค้า 20 ล้าน TEUs ขนาดร่องน้ำลึก 21 เมตร
- ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทย ที่แหลมริ่ว อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร มูลค่า 305,666 ล้านบาท รองรับสินค้า 20 ล้าน TEUs ขนาดร่องน้ำลึก 17 เมตร
- เส้นทางเชื่อมโยง ระยะทาง 90 กิโลเมตร มูลค่า 358,517 ล้านบาท ประกอบด้วย:
- ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) 6 ช่องจราจร
- ทางรถไฟขนาด 1.435 เมตร (Standard Gauge) 2 ทาง
- ทางรถไฟขนาด 1.0 เมตร (Meter Gauge) 2 ทาง
- อุโมงค์ 3 แห่ง ระยะทางรวมประมาณ 21 กิโลเมตร
แผนการพัฒนาแบ่งเป็นระยะ โดยระยะแรก (เฟส 1/1) ใช้เงินลงทุน 5.22 แสนล้านบาท และเปิดให้บริการภายในปี 2573

ความคืบหน้าและกรอบเวลา
ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดและศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA) ควบคู่กับการจัดทำร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC) ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ
นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า จะนำเสนอร่าง พ.ร.บ. SEC ต่อคณะรัฐมนตรีภายในเดือนพฤษภาคม 2568 ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในเดือนกรกฎาคม 2568 และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปลายปี 2568
สำหรับกำหนดการสำคัญในอนาคต:
- จัดทำเอกสารประกวดราคาเพื่อคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนภายในปลายปี 2568
- ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินภายในปี 2569
- เสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการและลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนผู้ชนะการประมูลภายในกลางปี 2569
- เริ่มก่อสร้างในระยะที่ 1 ทันที และเปิดให้บริการภายในปี 2573
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
โครงการได้กำหนดปัจจัยแห่งความสำเร็จ 5 ประการ:
- One Port Two Sides: ใช้หลักการท่าเรือเดียวเชื่อมสองฝั่ง ก่อสร้างพร้อมกันทั้งโครงการภายใต้สัญญาเดียว
- Investor: เปิดประมูลแบบนานาชาติ โดยผู้ลงทุนต้องมีความเชี่ยวชาญทั้งด้านการบริหารจัดการท่าเรือ การเดินเรือ และมีความพร้อมด้านเงินทุน
- Law: ต้องมีกฎหมายเฉพาะที่เอื้ออำนวยต่อนักลงทุน มีมาตรการส่งเสริมและขจัดอุปสรรคจากกฎระเบียบเดิม
- Public Participation: สร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
- Environmental Management: การจัดการท่าเรือที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานท่าเรือสากล
การเวนคืนที่ดินและผลกระทบต่อประชาชน
โครงการต้องเวนคืนที่ดินรวมทั้งสิ้นประมาณ 9,263 ไร่ ประกอบด้วย:
- พื้นที่ป่าและอุทยานจำนวน 2,316.51 ไร่
- พื้นที่ ส.ป.ก. จำนวน 1,443.81 ไร่
- พื้นที่ราชพัสดุและที่สาธารณประโยชน์ จำนวน 814.14 ไร่
- ที่ดินมีโฉนด 4,688.57 ไร่
วงเงินรวมค่าเวนคืน ค่ารื้อย้าย และค่าชดเชยผลผลิต ประมาณ 10,809 ล้านบาท
ในประเด็นข้อกังวลเรื่องการขายชาติ ผู้อำนวยการ สนข. ชี้แจงว่า
" การเวนคืนที่ดินมาพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ จะทำโดยรัฐบาลไทย และที่ดินทั้งหมดเป็นของรัฐ เป็นของคนไทยไม่ได้ยกให้เอกชน แต่เป็นการให้สิทธิ์เอกชนเช่าใช้ที่ดินตามระยะเวลาสัมปทาน ประมาณ 50 ปี "
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
โครงการแลนด์บริดจ์มุ่งหวังให้ประเทศไทยกลายเป็น:
- ประตูการค้า รองรับการนำเข้า-ส่งออกของไทย และเป็นศูนย์กลางขนส่งแลกเปลี่ยนสินค้าของประเทศในภูมิภาค
- สะพานเศรษฐกิจ รองรับการขนส่งถ่ายลำ (Transshipment Port) ระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก
- ศูนย์กลางอุตสาหกรรม การพัฒนาพื้นที่หลังท่าเพื่อรองรับศูนย์กระจายสินค้า คลังน้ำมัน และอุตสาหกรรมต่างๆ
คาดว่าจะเกิดการจ้างงานประมาณ 280,000 ตำแหน่ง แบ่งเป็นพื้นที่ระนอง 130,000 ตำแหน่ง และชุมพร 150,000 ตำแหน่ง เพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพให้ประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน
อย่างไรก็ตาม โครงการยังต้องรอความชัดเจนจากการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี และการผ่านร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่จะเอื้อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างราบรื่น
