งบประมาณปี 2569: อนาคตไทยบนเส้นด้ายแห่งวินัยการคลังไทย

งบประมาณปี 2569: อนาคตไทยบนเส้นด้ายแห่งวินัยการคลังไทย

ในขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดัน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 3,780,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 0.7% จากปีก่อนหน้า  เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 28 - 30 พ.ค. 2568

หากพิจารณาจากการจัดทำงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ทำให้หลายคนมองว่าเป็นสัญญาณของความระมัดระวังในการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาล แต่เบื้องหลังตัวเลขอันเรียบง่ายนี้ซ่อนความซับซ้อนของความท้าทายทางการคลังและเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ

เมื่อเจาะลึกในรายละเอียดพบว่าการจัดสรรงบประมาณปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงการปรับโครงสร้างที่มีนัยสำคัญ โดยมีการลดสัดส่วนรายจ่ายประจำลง 1% เหลือ 70.2% ของวงเงินงบประมาณ ซึ่งเป็นความพยายามในการสร้างวินัยทางการคลัง แต่ที่น่าสังเกตคือการปรากฏของรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังจำนวน 123,541 ล้านบาท คิดเป็น 3.3% ของงบประมาณทั้งหมด ทั้งที่ปีก่อนไม่มีการตั้งงบประมาณในส่วนนี้ สะท้อนภาระทางการคลังที่สั่งสมมาและความจำเป็นในการคืนเงินที่ได้เบิกจ่ายไปในกรณีฉุกเฉิน

ในด้านการลงทุนซึ่งเป็นความหวังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว กลับพบว่ามีการลดสัดส่วนรายจ่ายลงทุนลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 7.3% เหลือเพียง 22.9% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งแม้จะช่วยลดภาระทางการคลังในระยะสั้น แต่อาจเป็นการบั่นทอนศักยภาพการเติบโตในอนาคต ขณะที่รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้เพิ่มขึ้น 0.7% เป็น 151,200 ล้านบาท สะท้อนภาระหนี้ที่ยังคงอยู่ในระดับคงที่

ผลการดำเนินงานด้านการคลังในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2568 ให้ภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความท้าทายที่รออยู่ ดุลการคลังรัฐบาลขาดดุลถึง 927,488 ล้านบาท แม้รัฐบาลจะกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลแล้ว 628,753 ล้านบาท แต่ยังคงขาดดุลเงินสดหลังกู้อีก 298,735 ล้านบาท เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2568 เหลือเพียง 215,366 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับการเบิกจ่ายงบประมาณและภาระผูกพัน

ในแง่ของรายได้ แม้ในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิใกล้เคียงกับประมาณการที่ 1,195,662 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.3% แต่ก็มีสัญญาณเตือนจากการจัดเก็บภาษีรถยนต์ที่ต่ำกว่าประมาณการ เนื่องจากมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่งผลให้อัตราภาษีเฉลี่ยลดลง สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจต่อความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐ

ความเสี่ยงทางการคลังยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 ดังจะเห็นได้จากดัชนีเตือนภัยทางการคลัง ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2567 ที่มีค่า 3.36 (จากระดับขีดเตือนภัยที่ค่า 5) ส่งสัญญาณให้รัฐบาลระมัดระวังการดำเนินนโยบายขาดดุลระดับสูงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 14 โดยมีตัวบ่งชี้ที่แสดงค่าผิดปกติหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รายได้รัฐบาล ดุลการคลัง หนี้รัฐบาล ราคาน้ำมันดิบ และอัตราแลกเปลี่ยน

หนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2567 มีจำนวนอยู่ที่ 11,627,853.54 ล้านบาท คิดเป็น 63.20% ต่อ GDP และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าจะพุ่งสูงถึง 69.32% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2572 ตามระดับการขาดดุลงบประมาณที่ยังอยู่ในระดับสูง ภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาลในปีงบประมาณ 2567 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 9.59% สะท้อนถึงความสามารถในการชำระหนี้ที่ปรับตัวลดลง

ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ รัฐบาลคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในช่วง 2.3-3.3% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในช่วง 0.5-1.5% สะท้อนถึงแรงกดดันด้านราคาที่ลดลง ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุล 2.3% ของ GDP

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามอง ทั้งมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลักที่อาจกระทบต่อการส่งออก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงยืดเยื้อในหลายภูมิภาค และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ในแง่ของรายจ่าย ยังคงมีปัจจัยกดดันจากรายจ่ายเพื่อชำระหนี้และภาระผูกพัน รวมถึงรายจ่ายด้านสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายจ่ายชำระดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ ซึ่งปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

จากสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการรองรับความท้าทายดังกล่าว เริ่มจากการเร่งรัดทยอยลดระดับการขาดดุลในระดับสูง (Fiscal Consolidation) อย่างจริงจัง เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลังสำหรับรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และวิกฤตต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษีเป็นความจำเป็นเร่งด่วน ทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพ การขยายฐานภาษี และการปรับโครงสร้างภาษีให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น ภาษีรถยนต์ที่ควรปรับให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการพิจารณาแหล่งรายได้ใหม่ เช่น ภาษีสิ่งแวดล้อม หรือภาษีความมั่งคั่ง

การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญ โดยเฉพาะการปรับปรุงกระบวนการจัดทำงบประมาณให้มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การเพิ่มสัดส่วนงบประมาณสำหรับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาทุนมนุษย์ และการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมให้มีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมายมากขึ้น

ในด้านการบริหารหนี้สาธารณะ ควรมีการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อลดต้นทุนและกระจายภาระการชำระหนี้ รวมถึงกำหนดแผนการลดหนี้สาธารณะในระยะกลางและระยะยาวเพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลัง

สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ ควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การพัฒนาระบบการศึกษาและฝึกอบรมทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและยั่งยืน

งบประมาณปี 2569 จึงเปรียบเสมือนบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากรที่มีอยู่ การตัดสินใจที่ถูกต้องและทันท่วงทีจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวผ่านความท้าทายทางเศรษฐกิจและการคลังครั้งนี้ไปได้อย่างไร

เมื่อมองไปข้างหน้า ความสำเร็จของการบริหารงบประมาณปี 2569 จะขึ้นอยู่กับการเร่งการเบิกจ่ายงบลงทุนที่มีประสิทธิภาพ การจัดเก็บรายได้ให้ได้ตามเป้าหมาย และการรับมือกับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกได้อย่างเหมาะสม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมแผนรองรับความเสี่ยงและเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว มิฉะนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดการณ์ไว้อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ในท้ายที่สุด การเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการคลังและการดำเนินนโยบายอย่างมีวินัย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยก้าวผ่านความท้าทายต่างๆ และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ความสมดุลระหว่างการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นและการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตจะเป็นกุญแจสำคัญสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยในทศวรรษหน้า

นี่คือโจทย์อันท้าทายที่รัฐบาลกำลังเผชิญ: จะรักษาสมดุลระหว่างความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจและความต้องการในการรักษาวินัยทางการคลังได้อย่างไร ในขณะที่ต้องรับมือกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่รออยู่เบื้องหน้า ไม่ว่าจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี หรือความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม คำตอบอาจไม่ง่าย แต่ทางออกเริ่มต้นที่การมีวิสัยทัศน์ระยะยาวและความกล้าหาญที่จะปฏิรูปในปัจจุบัน