กรุงเทพฯ ถอดบทเรียนแผ่นดินไหว:  ยกระดับความพร้อมรับมือภัยพิบัติในอนาคต

กรุงเทพฯ ถอดบทเรียนแผ่นดินไหว: ยกระดับความพร้อมรับมือภัยพิบัติในอนาคต

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ถอดบทเรียนแผ่นดินไหวกับอนาคตการจัดการความพร้อมของ กทม ในรายการคิด คิดเพื่อชาติ ช่อง TNN 2

เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.4 แมกนิจูดในเมียนมาที่ส่งผลกระทบถึงประเทศไทย ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่กระตุ้นให้กรุงเทพมหานครเร่งยกระดับมาตรการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความปลอดภัยของอาคารและระบบเตือนภัย

ผลกระทบและบทเรียนที่ได้รับ

แผ่นดินไหวครั้งนี้ได้เผยให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนเกี่ยวกับความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร โดยเฉพาะอาคารที่ก่อสร้างก่อนปี 2550 ซึ่งเป็นปีที่มีการประกาศใช้กฎกระทรวงควบคุมอาคารด้านการต้านทานแผ่นดินไหวฉบับใหม่ แม้ว่าอาคารเก่าบางแห่งจะพบรอยร้าว แต่หลายแห่งก็ยังคงแข็งแรง ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจได้ในระดับหนึ่ง เหตุการณ์นี้ยังเป็นตัวเร่งให้เกิดการนำระบบ Cell Broadcast มาใช้ในการแจ้งเตือนภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยมีการหารือกันมานานแต่ยังไม่มีการดำเนินการ  นอกจากนี้ยังส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประชาชนในกรุงเทพฯ รวมถึงวิศวกรอาสาที่ให้ความช่วยเหลือในการประเมินความปลอดภัยของอาคารผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Traffy Fondue

มาตรฐานอาคารและนวัตกรรม

ประเทศไทยมีการปรับปรุงมาตรฐานอาคารเพื่อต้านทานแผ่นดินไหวอย่างต่อเนื่อง โดยฉบับล่าสุดคือ กฎกระทรวงปี 2564 ซึ่งครอบคลุมประเภทอาคารและพื้นที่เสี่ยงภัยที่ครอบคลุมมากขึ้น อาคาร APAC Tower  เป็นตัวอย่างของอาคารใหม่ที่ก่อสร้างภายใต้มาตรฐานปี 2564 และไม่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความจำเป็นในการตรวจสอบอาคารเก่าอย่างละเอียด เนื่องจากแผ่นดินไหวคลื่นยาวสามารถสร้างความเครียดสะสมให้กับโครงสร้างได้

เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้หรือพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่:

  • ระบบเตือนภัยล่วงหน้าและแผนอพยพ: แม้จะมีระบบเตือนภัยอยู่แล้ว แต่กระบวนการอพยพจำเป็นต้องเป็นระบบมากขึ้น โดยมีจุดรวมพลและเส้นทางหลบหนีที่ชัดเจน 

  • การออกแบบโครงสร้างและเทคโนโลยีการก่อสร้าง: รวมถึงการใช้ระบบฐานรากแยกอาคาร (Base Isolation) และอุปกรณ์ลดแรงสั่นสะเทือน (Damping Devices) เพื่อควบคุมการแกว่งของอาคาร รวมถึงการใช้ BIM (Building Information Modeling) เพื่อจำลองการต้านทานแผ่นดินไหว

การตอบสนองและการเตรียมพร้อมของกรุงเทพมหานคร (กทม.)

ระหว่างเกิดแผ่นดินไหว กทม. ได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเพื่อประสานงานและประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว  มาตรการที่ดำเนินการรวมถึงการเปิดสวนสาธารณะ 24 ชั่วโมงเพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราว เนื่องจากปัญหาการจราจรติดขัดและความไม่แน่ใจของประชาชนในการกลับบ้าน กทม. ยังใช้ Traffy Fondue เพื่อให้ประชาชนรายงานความเสียหายของอาคาร โดยแบ่งประเภทปัญหาตามความรุนแรง (เขียว เหลือง แดง)  นอกจากนี้ยังมีการรณรงค์ "BANGKOK We are OK!" เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของเมืองสำหรับการท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย  และมีการสื่อสารข้อมูลหลายภาษา (รวมถึงภาษาเมียนมา) เพื่อเข้าถึงประชากรที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด กทม. ตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับปรุงแผนการอพยพและอาจกำหนดจุดรวมพลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น  และมีแผนที่จะเพิ่มพูนความเชี่ยวชาญโดยการส่งผู้เชี่ยวชาญไปฝึกอบรมในต่างประเทศ โดยเรียนรู้จากประเทศต่างๆ เช่น อิสราเอล 

ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง (จากทั้งภาครัฐและเอกชน)

  • การฝึกซ้อมอพยพเป็นประจำ: ควรมีการฝึกซ้อมอพยพจากแผ่นดินไหวเป็นประจำ เช่นเดียวกับการฝึกซ้อมหนีไฟ

  • แรงจูงใจในการปรับปรุงอาคาร: รัฐบาลอาจเสนอมาตรการจูงใจทางภาษีหรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการปรับปรุงอาคารเก่าให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยปัจจุบัน 

  • การอนุมัติที่รวดเร็ว: ปรับปรุงกระบวนการพิจารณา EIA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) และใบอนุญาตก่อสร้างสำหรับโครงการที่ตรงตามมาตรฐานความปลอดภัยสูง

  • การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเตรียมพร้อม: ให้ความรู้แก่สาธารณชน โดยเฉพาะเด็กๆ (เช่น การใช้เครื่องจำลองแผ่นดินไหวเคลื่อนที่ในโรงเรียนเหมือนในญี่ปุ่น) เกี่ยวกับวิธีรับมือกับภัยพิบัติ

ผู้เข้าร่วมรายการและความเห็น:

รายการนี้มี คุณเบญจมาลักช์ ยาซุอิ เป็นผู้ดำเนินรายการ และมีผู้เข้าร่วมให้ความเห็น 2 ท่าน ได้แก่:

  1. ดร. สิรินทร์ อัครพันธ์ (กรรมการบริหาร บริษัท เอแพค แลนด์ จำกัด )

  • ความเห็น: 

    ในฐานะนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เชี่ยวชาญด้านอาคารสูง เราให้ความสำคัญกับการออกแบบและก่อสร้างอาคารที่สามารถต้านทานแผ่นดินไหว โดยปฏิบัติตามมาตรฐานกฎหมายอย่างเคร่งครัด ดร. สิรินทร์ได้เน้นถึงการพัฒนามาตรฐานอาคารต้านทานแผ่นดินไหวในประเทศไทย โดยเฉพาะกฎกระทรวงปี 2550 และ 2564 เธอชี้ให้เห็นว่าอาคารที่บริษัทสร้างตามมาตรฐานปี 2564 ไม่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว

    นอกจากนี้ ดร. สิรินทร์ยังเน้นความสำคัญของการตรวจสอบอาคารเก่าอย่างละเอียด และเสนอให้มีการใช้เทคโนโลยีเตือนภัยล่วงหน้าและระบบอพยพ รวมถึงการออกแบบโครงสร้างที่ทันสมัยและเทคโนโลยีการก่อสร้าง เช่น Base Isolation และ BIM เธอยังแนะนำให้มีการฝึกซ้อมอพยพอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ภาครัฐมีมาตรการจูงใจสำหรับการปรับปรุงอาคาร การอนุมัติ EIA อย่างรวดเร็วสำหรับอาคารที่มีความปลอดภัยสูง และการสร้างวัฒนธรรมการเตรียมพร้อมโดยเริ่มจากการให้ความรู้แก่เด็กๆ

    ดร. สิรินทร์ย้ำว่าการลงทุนในความปลอดภัยคือการลงทุนในอนาคต

  1. นายเอกวรัญญู อมรพันธ์ (โฆษกกรุงเทพมหานคร) 

  • ความเห็น: อธิบายถึงผลกระทบเร่งด่วนของแผ่นดินไหวต่อกรุงเทพฯ ทั้งในด้านความเชื่อมั่นของประชาชน ความปลอดภัยของอาคาร และเศรษฐกิจ  เขายกตัวอย่างผลลัพธ์เชิงบวก เช่น การนำระบบ Cell Broadcast มาใช้  และชื่นชมความร่วมมือของประชาชนและวิศวกรอาสาในการประเมินความปลอดภัยของอาคารผ่าน Traffy Fondue  นายเอกวรัญญูยังได้อธิบายถึงการตอบสนองของ กทม. ในทันทีหลังเกิดเหตุ โดยมีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการ  เปิดสวนสาธารณะเป็นที่พักพิงชั่วคราว  และสื่อสารข้อมูลหลายภาษา เขายอมรับถึงความจำเป็นในการปรับปรุงจุดอพยพและแผนการเตรียมพร้อมอย่างต่อเนื่อง  และกล่าวว่า กทม. มีแผนที่จะเพิ่มพูนความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ โดยอาจส่งผู้เชี่ยวชาญไปฝึกอบรมในต่างประเทศ  นอกจากนี้เขายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่รัฐบาลสร้างและรักษาความไว้วางใจของประชาชนผ่านข้อมูลที่รวดเร็วและถูกต้อง

ผู้เข้าร่วมรายการทั้งสองท่านเห็นพ้องต้องกันถึงความสำคัญของการเรียนรู้จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เพื่อปรับปรุงมาตรการเตรียมพร้อมและมาตรการความปลอดภัยในกรุงเทพฯ และประเทศไทยในอนาคต รายการ “คิดเพื่อชาติ” ที่เผยแพร่ทาง TNN2 คือการนำเสนอวิสัยทัศน์และแนวคิดเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติและประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญและภาคส่วนต่างๆ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อสร้างความเข้าใจและแนวทางพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน