
จากสายลมแห่งการต่อสู้ สู่สะพานเชื่อมเศรษฐกิจ: 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม พีรพล ตริยะเกษม
4 มิถุนายน 2569
พลีธรรม ตริยะเกษม / บรรณาธิการ
สรุปประเด็น
-
จากนักศึกษาต่อต้านสงครามเวียดนาม สู่ “ฟันเฟืองลับ” หลังม่านการทูตที่ช่วยเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ปี 2519
-
รับบทสะพานเชื่อมทุนไทย–ต่างชาติบุกเบิกเวียดนามยุค “โด่ย เหมย” แปรสนามรบเป็นสนามการค้า ตั้งแต่คณะนักธุรกิจไทยชุดแรกถึงโรงปูนร่วมทุนขนาดใหญ่
-
50 ปีต่อมา เวียดนามก้าวเป็นเสือเศรษฐกิจด้วย 3 ปัจจัยหลัก: สิทธิเอกชน–ประชาชน, วินัยคนเวียดนาม, และระบบการศึกษาที่ปลูกฝังอุดมการณ์ชาติ
หากย้อนมองหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศเวียดนามในช่วงกึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงอาจเป็นมิติทางการเมืองและการทูตในระดับรัฐบาล แต่ในความเป็นจริงแล้ว ฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนและประสานรอยร้าวในยุคสงครามเย็นให้กลับมาแน่นแฟ้นได้ ส่วนหนึ่งเกิดจากพลังของภาคประชาชนและภาคเอกชน
พีรพล ตริยะเกษม อดีตนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) คนแรกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และอดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 คือหนึ่งในพยานวัตถุที่มีชีวิต ผู้จารึกบทบาทตัวเองตั้งแต่จุดเริ่มต้นในฐานะนักศึกษาผู้ต่อต้านสงคราม สู่บทบาทนักธุรกิจไทยรุ่นแรกๆ ที่เข้าไปบุกเบิกและแปรเปลี่ยน “สนามรบ” ให้เป็น “สนามการค้า” ในประเทศเวียดนาม
จุดเริ่มต้นจากขบวนการนักศึกษา: พลังต่อต้านสงครามเวียดนาม
จุดเริ่มต้นความผูกพันระหว่างผมกับประเทศเวียดนามไม่ได้เริ่มจากโต๊ะเจรจาธุรกิจ แต่เริ่มจากอุดมการณ์ในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในเวลานั้นขบวนการนักศึกษาและกลุ่มกิจกรรมอิสระจากหลายสถาบันได้รวมตัวกัน ขับเคลื่อนเคลื่อนไหวในประเด็นทางสังคมอย่างกว้างขวาง ประเด็นหนึ่งที่เราให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ “สงครามเวียดนาม”
พวกเราในฐานะคนรุ่นใหม่ยุคนั้น ยืนหยัดในหลักการสันติภาพและร่วมสนับสนุนขบวนการเยาวชนในอเมริกาที่ออกมาต่อต้านสงครามเวียดนาม เพราะไม่เห็นด้วยกับการเกณฑ์แรงงานคนหนุ่มไปล้มตายในสมรภูมิ เราทำกิจกรรมเคลื่อนไหว นิทรรศการเกี่ยวกับสงครามเวียดนาม และนิทรรศการจีนแดง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ฝั่งประเทศสังคมนิยมเริ่มหันมาสนใจในบทบาทของขบวนการนักศึกษาไทย
หลังการเลือกตั้งองค์การนักศึกษาธรรมศาสตร์ในปี 2516 ที่ผมได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง นายก อมธ. และผ่านพ้นมรสุมเหตุการณ์ 14 ตุลาคมมาได้ บทบาทของนักศึกษาในยุคนั้นมีสูงมากภายใต้รัฐบาล อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ พวกเราออกไปเผยแพร่ความรู้ประชาธิปไตยในชนบท และนั่นเป็นจุดแรกที่ทำให้ผมได้สัมผัสและให้ความช่วยเหลือกลุ่มชาวเวียดนามอพยพในภาคอีสาน ซึ่งในเวลานั้นหลายคนยังติดขัดเรื่องสัญชาติ และทางฝ่ายความมั่นคงของไทยเองก็ยังไม่เปิดรับเวียดนามเท่าใดนัก
หลังม่านการทูต: ฟันเฟืองลับสู่การเปิดสัมพันธ์ทางการทูตปี 2519
ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างไทยและเวียดนามยังไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งปี 2519 แต่ก่อนจะเดินไปถึงจุดนั้น มีกระบวนการหลังบ้านที่น้อยคนนักจะได้รับรู้
เนื่องจากผู้นำเวียดนามอพยพในอีสานรู้ว่าพวกเรามีช่องทางประสานงานกับรัฐบาล ผ่านทาง อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ (อธิการบดี มธ. ในขณะนั้นที่ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี) พวกเขาจึงเข้ามาขอความช่วยเหลือจากเรา เพื่อเป็นสะพานเชื่อมไปยังผู้ใหญ่ในบ้านเมือง
ในเวลานั้น การจะเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องได้รับการยอมรับจากฝั่งทหารของไทยก่อน เผอิญว่าผมมีโอกาสได้เข้าพบและมีความสนิทสนมกับ พลเอกกฤษณ์ สีวะรา (ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น) ผมจึงทำหน้าที่แนะนำและนำพาผู้แทนจากฝั่งเวียดนามเหนือเข้าพบกับพลเอกกฤษณ์เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนอย่างไม่เป็นทางการ รวมถึงประสานให้เข้าพบกับนักการเมืองคนสำคัญอย่าง คุณพิชัย รัตตกุล จากพรรคประชาธิปัตย์
ความพยายามและการเจรจาหลังม่านเหล่านั้น ค่อยๆ ทลายกำแพงความหวาดระแวงลง จนกระทั่ง คุณพิชัย รัตตกุล ได้ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์จึงเกิดขึ้นจริงผ่านการลงนามเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ในปี พ.ศ. 2519
ก้าวแรกสู่แผ่นดินเวียดนาม: บุกเบิกในยุคที่ทุกอย่างยังเป็นสีเทา
หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาที่ต้องเข้าไปหลบภัยในป่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และเดินทางกลับเข้าเมือง สถานทูตเวียดนามในไทย ซึ่งขณะนั้นมี ท่านทูต เล มาย (Le Mai) เอกอัครราชทูตมเวียดนามประจำประเทศไทยในขณะนั้น ได้ติดต่อเชิญชวนให้ผมเดินทางไปเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ ซึ่งในยุคนั้น (ราวปี พ.ศ. 2529-2530) ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังตึงเครียดจากปัญหาในกัมพูชา การขอวีซ่าเข้าเวียดนามเป็นเรื่องยากลำบากที่ต้องรอนานนับเดือน และการเดินทางต้องพึ่งพาสายการบิน Vietnam Airline ที่แทบจะไม่มีผู้โดยสารทั่วไปเลย
ภาพจำแรกของผมเมื่อเดินทางไปถึงกรุงฮานอย คือภาพของเมืองท่ามกลางความยากจนหลังสงคราม ถนนหนทางยังมีเพียงสองเลน ไฟฟ้ามีไม่พอใช้จนคนต้องออกมานั่งนอกบ้านหรือปั่นจักรยานรับลมในยามค่ำคืน แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมทึ่งและรู้ได้ทันทีว่าประเทศนี้มีอนาคต คือ “ความมีระเบียบวินัยและการจัดสรรทรัพยากร” ตลอดสองข้างทางจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมือง ในขณะที่เมืองไทยอาจปล่อยให้เป็นที่รกกร้างหรือเต็มไปด้วยวัชพืช แต่ที่เวียดนาม พื้นที่ทุกตารางนิ้วแม้จะติดขอบถนนถูกแปรเปลี่ยนเป็นแปลงปลูกข้าวทั้งหมดเพื่อเลี้ยงปากท้องประชาชน

ภาพของเมืองท่ามกลางความยากจนหลังสงคราม ถนนหนทางยังมีเพียงสองเลน ไฟฟ้ามีไม่พอใช้จนคนต้องออกมานั่งนอกบ้านหรือปั่นจักรยานรับลมในยามค่ำคืน
ในการเยือนครั้งนั้น แม้จะเริ่มต้นด้วยคำเชิญชวนในทำนอง “ไปเที่ยว” แต่ในความเป็นจริง รัฐบาลเวียดนามได้จัดให้ผมเข้าพบกับ ผู้นำระดับสูง ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจและการค้าต่างประเทศ และกระทรวงการประมง ผมจึงถือโอกาสนั้นพานักธุรกิจไทยกลุ่มแรกๆ เข้าไปด้วย เช่น คุณวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ (นายกสมาคมประมงนอกน่านน้ำในขณะนั้น) รวมถึงกลุ่มพ่อค้าข้าว พ่อค้าเพชรพลอย และนักการธนาคาร เพื่อไปมองหาลู่ทางและความร่วมมือร่วมกัน

นโยบาย “โด่ย เหมย1” และการแปรสนามรบเป็นสนามการค้า
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดของเวียดนามเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1986 (พ.ศ. 2529) เมื่อเวียดนามประกาศใช้แนวคิด "โด่ย เหมย” (Đổi Mới) หรือนโยบายปฏิรูปประเทศสู่ระบอบเศรษฐกิจเสรี รัฐบาลเวียดนามได้สรุปบทเรียนว่าระบบสังคมนิยมแบบเดิมไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้ จึงหันมาเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ ยอมรับสิทธิในทรัพย์สินของเอกชน และนั่นเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลของ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ
ด้วยความที่ผมมีความคุ้นเคยกับทางเวียดนามอยู่ก่อนแล้ว อาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ลูกชายของพลเอกชาติชาย จึงได้ชวนผมเข้าไปร่วมพูดคุยและให้ข้อมูลกับน้าชาติ จนนำไปสู่การผลักดันนโยบายระดับตำนานอย่าง การแปรเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า” ซึ่งเป้าหมายหลักคือกลุ่มประเทศอินโดจีนและเวียดนามนั่นเอง
หลังจากนโยบายนี้ประกาศออกไป ผมได้ทำหน้าที่จัดทัพนักธุรกิจไทยเดินทางเข้าสู่เวียดนามชุดแล้วชุดเล่า เพื่อทลายกำแพงและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนระหว่างสองประเทศ ในส่วนของตัวผมเองได้ผันตัวมาทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศอย่างเต็มตัว และก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง บริษัท โฮลซิม (Holcim) หรือ โฮลเดอร์แบงก์ (Holderbank) บริษัทปูนซีเมนต์ยักษ์ใหญ่จากสวิตเซอร์แลนด์ นำโดย คุณพอล ไฮนซ์ ฮูเกนโทเบลอร์ (ซึ่งต่อมาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน)) ให้เข้ามาลงทุนร่วมทุนกับบริษัทห่าเตียน (Hà Tiên) ของรัฐบาลเวียดนาม ก่อตั้งโรงงานปูนซีเมนต์ในภาคใต้ของเวียดนาม ซึ่งถือเป็นโรงงานปูนซีเมนต์ร่วมทุนขนาดใหญ่แห่งแรกๆ ของประเทศเวียตนาม นอกจากนี้ตลอด 40 ปีผ่านมา ผมได้มีโอกาสให้คำปรึกษา ร่วมทั้งชักชวนบริษัทไทยไปลงทุนหรือขยายตลาดไปเวียตนาม เช่น คุณชวรัตน์ ชาญวีรกูล บริษัท “ซีโน-ไทย” บิดาของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล, กลุ่มเซ็นทรัล นำโดย คุณสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มนักธุรกิจไทยรุ่นแรกๆ ที่เดินทางไปเวียดนามเมื่อ 40 ปีที่แล้ว รวมทั้งบริษัทเอกชนทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กมากมายจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ ก้าวสำคัญในจุดเริ่มต้นของการลงทุนโดยภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยในการขยายตลาดสู่เวียดนาม คือการจัดกิจกรรมโรดโชว์เพื่อส่งเสริมการลงทุนร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งนับเป็นการเปิดตลาดการลงทุนในเวียดนามนอกประเทศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ๆ
ถอดรหัสความสำเร็จของเวียดนามในปัจจุบัน
จากวันแรกที่ผมเห็นเวียดนามในสภาพที่ไม่มีแม้แต่ไฟฟ้าใช้ จนถึงวันนี้ที่เวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่ของเอเชีย คำถามคืออะไรคือเคล็ดลับของพวกเขา? จากประสบการณ์กว่า 40 ปี บนแผ่นดินเวียดนาม ผมสรุปได้เป็น 3 ปัจจัยหลัก:
1. การยอมรับสิทธิของประชาชนและเอกชน: นโยบายดอยม่อยที่ให้สิทธิเอกชนถือครองทรัพย์สินและขยายสิทธิพลเมือง คือกุญแจสำคัญที่สร้างความมั่นใจให้ทุนต่างชาติกล้าเข้ามาเสี่ยง
2. คุณภาพและวินัยของประชากร: คนเวียดนามมีความอดทนสูงมาก อดทนต่อความยากลำบาก มีความมุ่งมั่น มุมานะ และทำงานจริงจัง ซึ่งเป็นผลผลิตจากการหล่อหลอมผ่านความทุกข์ยากในยุคสงคราม
3. ระบบการศึกษาที่ปลูกฝังอุดมการณ์: นอกเหนือจากความรู้ทางวิชาการและการปฏิบัติแล้ว ระบบการศึกษาของเวียดนามยังให้ความสำคัญกับการปลูกฝังเรื่องความรักชาติ รักแผ่นดิน และอุดมการณ์ที่เหนียวแน่น ทำให้ทุนมนุษย์ของเขามีความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางเดียวกัน
บทส่งท้าย: 50 ปีที่งดงามและก้าวต่อไปในอนาคต
ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม เมื่อมองย้อนกลับไปจากจุดเริ่มต้นในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาจนถึงวันที่ธุรกิจต่างๆ ของไทยได้เติบโตงอกงามบนผืนแผ่นดินเวียดนาม ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์นี้
จากเสียงตะโกนต่อต้านสงครามของนักศึกษาในวันนั้น สู่เสียงเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมและการเจรจาการค้าในวันนี้ มันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่มีสิ่งใดจะยั่งยืนและสร้างสันติภาพได้ดีไปกว่าการเปิดใจกว้าง รับฟัง และแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างแท้จริง
ไม่มีสิ่งใดจะยั่งยืนและสร้างสันติภาพได้ดีไปกว่าการเปิดใจกว้าง รับฟัง และแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างแท้จริง
หมายเหคุ
1. นโยบาย โด่ย เหมย ถูกประกาศในที่ประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามครั้งที่ 6 เมื่อปี 1986 หลังจากเศรษฐกิจภายในประเทศเผชิญปัญหาเงินเฟ้อสูง ขาดแคลนอาหาร และประสิทธิภาพต่ำจากระบบวางแผนส่วนกลางแบบเดิม
2. สัมภาษณ์และบทความโดย พลีธรรม ตริยะเกษม วันที่ 3 มิถุนายน 2569






