วิทัย รัตนากร: ผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ที่มาพร้อมพันธกิจ แก้หนี้ ฟื้นเศรษฐกิจ

วิทัย รัตนากร: ผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ที่มาพร้อมพันธกิจ แก้หนี้ ฟื้นเศรษฐกิจ

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

วิทัย รัตนากร จากผู้นำ "ธนาคารเพื่อสังคม" สู่ผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ เจาะลึกประวัติ ผลงาน และความท้าทายในการแก้ปัญหาหนี้และฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในยุคใหม่

เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งนายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ขึ้นเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 นี้ หมายถึงการส่งสัญญาณชัดเจนว่า รัฐบาลต้องการให้ธนาคารกลางมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูงมาหลายปี

นายวิทัย จะเข้ารับตำแหน่งทดแทน นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ที่จะครบวาระในวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งการฟื้นตัวที่ยังไม่แข็งแกร่ง อัตราเงินเฟ้อต่ำ และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง

ประวัติและพื้นฐานทางวิชาการ

นายวิทัย รัตนากร  🔗  เป็นนักเศรษฐศาสตร์การเงินที่มีประสบการณ์ข้ามภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน มีพื้นฐานทางวิชาการที่แข็งแกร่ง โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีปริญญาโทถึง 3 ใบ ได้แก่ เศรษฐศาสตร์การเมืองและกฎหมายธุรกิจจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และการเงินจาก Drexel University ประเทศสหรัฐอเมริกา

การศึกษาที่หลากหลายนี้สะท้อนถึงความเข้าใจในมิติต่าง ๆ ของระบบเศรษฐกิจ ทั้งด้านทฤษฎี การปฏิบัติ และกรอบกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในการบริหารนโยบายการเงินที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อภาคส่วนต่าง ๆ ของเศรษฐกิจ

เส้นทางอาชีพ: จากเอกชนสู่รัฐวิสาหกิจ

ประสบการณ์ทำงานของนายวิทัยมีความโดดเด่นในการเคลื่องย้ายระหว่างภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ โดยเริ่มต้นที่บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ปี 2553 ก่อนจะย้ายไปดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่สายการเงิน (CFO) ของสายการบินนกแอร์ ระหว่างปี 2554-2557

ช่วงที่อยู่กับนกแอร์เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากสายการบินดังกล่าวกำลังอยู่ในช่วงขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลทางการเงินพบว่า รายได้รวมของนกแอร์เติบโตจาก 4,191 ล้านบาทในปี 2553 เป็น 12,312 ล้านบาทในปี 2557 หรือเติบโตเกือบ 3 เท่าใน 5 ปี

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางการเงินของนกแอร์ในช่วงที่นายวิทัยดำรงตำแหน่ง CFO ก็สะท้อนถึงความผันผวนของธุรกิจสายการบิน โดยบริษัทมีกำไรสูงสุดในปี 2556 ที่ 1,066 ล้านบาท แต่กลับขาดทุน 665 ล้านบาทในปี 2557 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายก่อนที่เขาจะลาออกจากตำแหน่ง

การขาดทุนในปี 2557 เกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤติการเมืองรุนแรง ภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรีหญิงยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยมีการชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ได้ปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง รวมถึงจุดสำคัญต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร

สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวต่างชาติยกเลิกการเดินทาง รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงอย่างมาก และสายการบินต่าง ๆ รวมถึงนกแอร์ต้องยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก จนในที่สุดเหตุการณ์นี้นำไปสู่การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557

บริบททางการเมืองนี้แสดงให้เห็นว่า การขาดทุนของนกแอร์ในปี 2557 ไม่ได้เป็นผลจากการบริหารจัดการทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลพวงจากปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้บริหาร ซึ่งสะท้อนถึงความเข้าใจของนายวิทัยเกี่ยวกับผลกระทบของความไม่แน่นอนทางการเมืองต่อระบบเศรษฐกิจ

การเปลี่ยนผ่านสู่ภาครัฐ

ปี 2558 นายวิทัยเข้าสู่ระบบรัฐวิสาหกิจในตำแหน่งรองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน โดยรับผิดชอบกลุ่มลงทุนและบริหารการเงิน และกลุ่มลูกค้าธุรกิจและภาครัฐ เป็นการเริ่มต้นเส้นทางใหม่ในโลกของสถาบันการเงินของรัฐ

ระหว่างปี 2560-2561 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการและรักษาการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นช่วงที่ธนาคารดังกล่าวกำลังเผชิญกับปัญหาทางการเงิน จากข้อมูลพบว่า ธนาคารอิสลามขาดทุน 3,410 ล้านบาทในปี 2559 และ 289 ล้านบาทในปี 2560 ก่อนจะกลับมามีกำไร 671 ล้านบาทในปี 2561

ช่วงปี 2561-2563 นายวิทัยได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งเป็นกองทุนบำนาญขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ มีสินทรัพย์กว่า 1 ล้านล้านบาท การบริหารกองทุนในช่วงนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดการสินทรัพย์ขนาดใหญ่และการลงทุนระยะยาว

ภารกิจเปลี่ยนแปลงธนาคารออมสิน

การย้ายมาเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสินในปี 2563 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทั้งสำหรับตัวนายวิทัยและธนาคารออมสิน เขาได้ริเริ่มการปรับจุดยืนทางยุทธศาสตร์ของธนาคาร จากธนาคารพาณิชย์ทั่วไปมาเป็น "ธนาคารเพื่อสังคม" โดยมุ่งเน้นการสร้าง Social Impact แทนการแสวงหากำไรเพียงอย่างเดียว

ยุทธศาสตร์ใหม่นี้มี 4 เสาหลัก คือ การสร้างโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในระบบสถาบันการเงิน การแก้ไขปัญหาหนี้สิน บทบาทงานพัฒนาสังคมและชุมชน และการสนับสนุนนโยบายรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ผลงานใน 5 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างน่าประทับใจในเชิงตัวเลข ธนาคารออมสินสามารถสร้าง Social Impact ให้แก่คนไทยกว่า 13 ล้านคน จากจำนวนบัญชีทั้งสิ้น 18.8 ล้านบัญชี คิดเป็นเม็ดเงิน 1.4 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะในด้าน Financial Inclusion ที่ช่วยให้คนไทยกลุ่มฐานรากเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้กว่า 7.5 ล้านราย

การแก้ปัญหาหนี้สินเป็นอีกมิติที่โดดเด่น โดยสามารถช่วยเหลือลูกหนี้ได้ 6.4 ล้านราย เป็นจำนวน 8.5 ล้านบัญชี ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การปลดหนี้ลูกหนี้รายย่อยสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด กว่า 1.3 ล้านบัญชี มูลค่า 11,000 ล้านบาท

การขยายธุรกิจและบริษัทย่อย

ภายใต้การนำของนายวิทัย ธนาคารออมสินได้พัฒนาโมเดลธุรกิจแบบกลุ่มธุรกิจ โดยจัดตั้งบริษัทย่อย 4 แห่ง ได้แก่ บริษัท เงินดีดี จำกัด สำหรับขยายการเข้าถึงสินเชื่อของรายย่อย บริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด สำหรับ SMEs บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด สำหรับแก้ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพ และบริษัท จีเอสบี ไอที แมเนจเมนท์ จำกัด เพื่อยกระดับศักยภาพดิจิทัล

การขยายธุรกิจผ่านบริษัทย่อยนี้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดในการแยกธุรกิจเชิงพาณิชย์ออกจากธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ก็อาจเป็นความท้าทายในด้านการกำกับดูแลและการบริหารความเสี่ยง

แนวคิด:  เดินหน้า ธนาคารเพื่อสังคมผลกระทบทางการเงิน

แม้จะเปลี่ยนโฟกัสเป็นธนาคารเพื่อสังคม แต่สถานะทางการเงินของธนาคารออมสินยังคงแข็งแกร่ง มีอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ระดับ 18.83% และเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญทั่วไปเติบโตจาก 4,000 ล้านบาทในปี 2562 เป็น 73,000 ล้านบาทในปัจจุบัน

ที่สำคัญคือ ธนาคารยังคงสามารถส่งเงินกำไรกลับรัฐได้มากกว่า 96,000 ล้านบาทตลอด 5 ปีที่ผ่านมา รวมถึง 23,000 ล้านบาทในปี 2567 ทำให้เป็นรัฐวิสาหกิจที่ส่งเงินให้รัฐสูงเป็นอันดับ 3

ความท้าทายที่รอคอย

การเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท. ของนายวิทัยเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายหลายประการ และที่สำคัญที่สุดคือปัญหาหนี้ที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เน้นย้ำว่า การแก้ไขปัญหาหนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่ผู้ว่าการคนใหม่จะต้องเร่งแก้ไข พร้อมกับการทำงานให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ประสบการณ์ของนายวิทัยในการแก้ปัญหาหนี้ผ่านธนาคารออมสิน อาจเป็นจุดแข็งในการออกแบบนโยบายการเงินที่สามารถจัดการกับปัญหาหนี้ในระดับมหภาค อย่างไรก็ตาม การบริหารนโยบายการเงินของประเทศมีความซับซ้อนมากกว่าการบริหารธนาคารเพียงแห่งเดียว เนื่องจากต้องคำนึงถึงเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม อัตราแลกเปลี่ยน และการไหลของเงินทุน

บทบาทใหม่และการรักษาความเป็นอิสระ

การที่รัฐบาลเลือกบุคคลจากภายในระบบรัฐวิสาหกิจมาเป็นผู้ว่าการ ธปท. ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลาง แม้ว่านายพิชัยจะยืนยันว่าจะปล่อยให้การดำเนินนโยบายการเงินเป็นอิสระ แต่ในทางปฏิบัติ ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลอาจส่งผลต่อการตัดสินใจในเรื่องนโยบายการเงิน

ความสามารถของนายวิทัยในการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลางและการประสานงานกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล จะเป็นจุดสำคัญในการประเมินความสำเร็จในตำแหน่งใหม่

การที่เขามีประสบการณ์ในการบริหารสถาบันการเงินที่มุ่งเน้นการสร้าง Social Impact อาจทำให้มีแนวโน้มที่จะใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงจากแนวทางการบริหารนโยบายการเงินแบบดั้งเดิมที่เน้นการควบคุมเงินเฟ้อและเสถียrภาพทางการเงินเป็นหลัก

การเข้ามาของนายวิทัย รัตนากร ในตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยจึงไม่เพียงเป็นการเปลี่ยนแปลงผู้นำเท่านั้น แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินไทยในยุคใหม่ ที่ธนาคารกลางอาจมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาหนี้และการเข้าถึงบริการทางการเงินของประชาชนตามที่รัฐบาลให้ความสำคัญ

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดโปรไฟล์ 7 แคนดิเดต ชิงเก้าอี้ผู้ว่าธปท. กุมบังเหียนเศรษฐกิจไทย
ทำความรู้จักกับ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าแบงก์ชาติ คนที่ 22


หน้าหลัก > ข่าวธุรกิจ