ธปท. เปิด 5 ผลกระทบ 'สงครามภาษี' ต่อเศรษฐกิจไทย ที่ต้องเฝ้าระวัง

ธปท. เปิด 5 ผลกระทบ 'สงครามภาษี' ต่อเศรษฐกิจไทย ที่ต้องเฝ้าระวัง

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

เปิดผลวิเคราะห์จากธนาคารแห่งประเทศไทย มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ส่งผลต่อการลงทุน การส่งออก และความผันผวนในตลาดเงิน เป็นปัจจัยบังคับให้ไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่

สงครามการค้าระลอกใหม่กำลังก่อตัวขึ้น และประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเปิดเผยผลการวิเคราะห์เบื้องต้นถึงผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย โดยชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่จะส่งผลต่อการส่งออก การลงทุน และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดโลก

นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ระบุว่านโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการตอบโต้จากประเทศเศรษฐกิจหลักจะสร้างความผันผวนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้น

ประเด็นที่น่าจับตามองคือการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็น 18% ของการส่งออกทั้งหมด และ 2.2% ของ GDP ไทย โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหารแปรรูป นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่บริษัทต่างชาติอาจตัดสินใจย้ายฐานการผลิตออกจากไทยหากเราถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง

แล้วไทยควรรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร? ธปท. มีคำแนะนำทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาวที่รัฐบาลควรพิจารณาดำเนินการโดยเร่งด่วน...

 

ผลกระทบผ่าน 5 ช่องทางหลัก: เมื่อสงครามการค้าทวีความรุนแรง

จากการวิเคราะห์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ผลกระทบจากสงครามการค้าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยใน 5 ช่องทางหลัก ได้แก่

1. ตลาดการเงิน: ความผันผวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงินโลกและไทยเริ่มมีความผันผวนเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าโดยรวมสภาพคล่องและกลไกการทำธุรกรรมยังคงเป็นปกติ ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นจากช่วงก่อนวันที่ 2 เมษายนเล็กน้อย (2.71% ณ วันที่ 17 เมษายน 2568) ซึ่งยังน้อยกว่าเงินเยนญี่ปุ่นและเงินวอนเกาหลีใต้ที่แข็งค่าขึ้น 4.75% และ 3.11% ตามลำดับ

ตลาดหุ้นไทยก็ปรับตัวลดลงสอดคล้องกับภูมิภาค ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังไม่มีสัญญาณการทำธุรกรรมที่ผิดปกติจากกลุ่มนักลงทุนสถาบัน ส่วนภาวะการระดมทุนผ่านหุ้นกู้โดยรวมยังเป็นปกติ

นายสักกะภพกล่าวว่า "ผลกระทบที่จะมาทั้งช่องทางตลาดการเงิน ความผันผวนปรับเพิ่มขึ้นเร็วมาก ดอลลาร์อ่อนค่าค่อนข้างเร็วทำให้สกุลเงินอื่นๆปรับตัวแข็งค่าขึ้น มีการเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ตลาดหุ้นรวมทั้งหุ้นไทยด้วย"

อย่างไรก็ตาม ไทยมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี มีหนี้ต่างประเทศน้อย และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศค่อนข้างสูง ซึ่งช่วยรองรับผลกระทบในระยะสั้นได้

2. การลงทุน: เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัว

 

ความไม่แน่นอนที่สูงต่อเนื่องทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจและการลงทุนชะลอออกไป โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นหลัก ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และยานยนต์

จากการหารือกับผู้ประกอบการใน 5 อุตสาหกรรมหลักของไทย (อาหาร เครื่องจักร ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์) ที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 75% ของการส่งออกทั้งหมด พบว่ามีผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มชะลอการตัดสินใจลงทุนใหม่จากแผนเดิมที่วางไว้ เพื่อรอดูความชัดเจนของมาตรการภาษีนำเข้า

หากพิจารณามูลค่าการลงทุนใน 5 อุตสาหกรรมดังกล่าวที่ส่งออกไปสหรัฐฯ มีประมาณ 70,000 ล้านบาท คิดเป็น 8% ของมูลค่าการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI ทั้งหมด หรือประมาณ 3% ของการลงทุนภาคเอกชนของประเทศไทย

นายสักกะภพเตือนว่า หากไทยถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าประเทศอื่น อาจเห็นการย้ายฐานการผลิตออกจากไทยในระยะต่อไป

3. การส่งออก: ผลกระทบชัดเจนในครึ่งปีหลัง

การส่งออกเป็นช่องทางหลักที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ มาก ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหารแปรรูป

อย่างไรก็ตาม ด้วยการชะลอการบังคับใช้ "reciprocal tariff" ออกไป 90 วัน จึงคาดว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีเป็นต้นไป และน่าจะเห็นการเร่งส่งออกในไตรมาส 2 โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารแปรรูป

ผลกระทบจากการขึ้นภาษีแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก:

  • กลุ่ม Sectoral Tariff: มีอัตราภาษีนำเข้าเดิม 2.4% บวกอัตราภาษีนำเข้าส่วนเพิ่ม 25% มูลค่าเพิ่มจากการส่งออกต่อ GDP 0.9%
  • กลุ่ม Reciprocal Tariff (เลื่อน 90 วัน): มีอัตราภาษีนำเข้าเดิม 2.4% บวกอัตราภาษีนำเข้าส่วนเพิ่มอีก 10% มูลค่าเพิ่มจากการส่งออกต่อ GDP 1.2%
  • กลุ่ม Sectoral Tariff ที่ยังไม่ขึ้นภาษี: มูลค่าเพิ่มจากการส่งออกต่อ GDP 0.1%

นอกจากนี้ ยังจะมีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยที่อยู่ใน supply chain ของโลกที่ผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ด้วย ได้แก่ ยาง ชิ้นส่วนยานยนต์ เหล็ก และเคมีภัณฑ์ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 4.3% ของการส่งออกไทย

4. การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น: ถูกกระทบทั้งตลาดส่งออกและในประเทศ

สินค้าไทยจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากประเทศอื่นๆ ที่ส่งออกไปสหรัฐฯ ได้น้อยลงจะหันมาส่งออกไปยังตลาดเดียวกับไทย รวมถึงส่งเข้ามาแข่งขันในตลาดไทยมากขึ้น

กลุ่มสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โลหะ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า และเคมีภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมปัญหาในภาคการผลิตที่มีอยู่เดิม

5. เศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง: ผลดี-ผลเสียต่อเงินเฟ้อและต้นทุน

การส่งออกโดยรวมและรายรับการท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจคู่ค้าที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับลดลงจะช่วยทำให้ต้นทุนการนำเข้าและเงินเฟ้อของไทยชะลอลงจากปัจจัยด้านอุปทาน

นายสักกะภพอธิบายว่า "ช่องทางอุปสงค์ของโลกหรือ Global Demand Shock จะให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โน้มลดลง โดยเงินเฟ้อของสหรัฐมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเงินเฟ้อของโลกจะปรับลดลงจากปัจจัยอุปทานซึ่งจะกระทบเงินเฟ้อของไทยในระยะต่อไป"

 

 

 

 

 

ธปท.ปรับลดประมาณการจีดีพีปี 2568 เนื่องจากผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

จากสถานการณ์ข้างต้น ธปท. ได้ระบุว่า "เศรษฐกิจไทยได้รับภาวะช็อคเพิ่มขึ้นและมีความเสี่ยงสูงขึ้น" จึงมีแนวโน้มที่จะต้องปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตได้เกิน 2.5% ตามที่นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ได้แถลงไว้

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก ธปท. ระบุว่า หากมาตรการทางการค้าส่งผลให้การส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลง 20% จะส่งผลให้ GDP ไทยหายไปประมาณ 0.4% ซึ่งเป็นผลกระทบที่ไม่ควรมองข้าม

มาตรการรับมือ: ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

มาตรการระยะสั้น

นอกจากการเร่งเจรจากับสหรัฐฯ แล้ว ธปท. ได้เสนอให้ไทยดำเนินมาตรการรับมือดังนี้:

  1. ป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม: กำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าและเพิ่มความคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศ
  2. เร่งรัดกระบวนการไต่สวน: ทั้งในกรณีการทุ่มตลาด (AD/CVD) และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม (AC)
  3. ป้องกันการสวมสิทธิ: เข้มงวดกับการตรวจสอบสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ เพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้ามาเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ ผ่านไทย (transshipment)

ธปท. จะติดตามสถานการณ์ภาพรวมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็นต่อไปนี้:

  • การค้า: ธุรกรรมการส่งออกและนำเข้า
  • การผลิตและการจ้างงาน: การแจ้งหยุดกิจการชั่วคราว ตาม ม.75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ
  • ภาวะการเงิน: ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ และต้นทุนการกู้ยืมผ่านหุ้นกู้ภาคเอกชน
  • ความเชื่อมั่นการลงทุน: การขออนุมัติส่งเสริมการลงทุน และการขอขยายเวลาการออกบัตรฯ เพื่อเลื่อนการลงทุนออกไป

มาตรการระยะยาว

นโยบายการค้าโลกที่เปลี่ยนไปถือเป็นปัจจัยที่จะเปลี่ยนโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยและโลกอย่างถาวร ธปท. จึงเสนอแนะมาตรการระยะยาวดังนี้:

  1. กระจายความเสี่ยงทางการค้า: ขยายตลาดและเสริมสร้าง supply chain โดยเฉพาะกับประเทศในภูมิภาค โดยคำนึงว่าสหรัฐฯ นำเข้าเพียง 13% ของมูลค่าการนำเข้าทั่วโลก ยังมีตลาดอีก 87% ที่ไทยสามารถขยายโอกาสได้
  2. ยกระดับภาคการผลิตและบริการที่มีศักยภาพ: เช่น สินค้าเกษตรแปรรูป อาหาร การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
  3. เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน: ลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรม พัฒนาทักษะแรงงาน และปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค

แม้ว่าสงครามการค้าจะสร้างความท้าทายอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทย แต่ก็เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

นายสักกะภพสรุปว่า "ผลกระทบ/ช็อคเริ่มทะยอยเข้ามา ซึ่งต้องปรับตัว" โดยเฉพาะการปรับตัวรับมือกับการแข่งขันที่จะรุนแรงขึ้นจากสินค้าต่างประเทศ ทั้งในตลาดโลกและตลาดในประเทศ ตามที่ได้นำเสนอในการแถลงข่าวของธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568

ในระยะยาว การกระจายความเสี่ยงโดยการหาตลาดใหม่และการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความผันผวนของนโยบายการค้าโลกได้อย่างยั่งยืน