น้ำมันแพงไม่ใช่แค่ต้นทุน: ความเสี่ยงทางกฎหมายที่ธุรกิจต้องรู้ก่อนสายเกินไป

น้ำมันแพงไม่ใช่แค่ต้นทุน: ความเสี่ยงทางกฎหมายที่ธุรกิจต้องรู้ก่อนสายเกินไป

สวิตา สุวรรณสวัสดิ์

สรุปประเด็น

  • น้ำมันแพง = ความเสี่ยงทางกฎหมาย ไม่ใช่แค่ต้นทุนสูงขึ้น
    กระทบทั้งสัญญา การปรับราคา การเปิดเผยข้อมูล และความรับผิดของผู้บริหาร โดยเฉพาะเมื่อรัฐอาจไม่สามารถพยุงราคาได้เหมือนเดิม
  • สัญญาเดิมอาจไม่คุ้มครองธุรกิจเสมอไป
    การอ้าง Force Majeure จากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นมักไม่สำเร็จ หากไม่มี Price Escalation Clause หรือเงื่อนไขรองรับ ธุรกิจอาจต้องแบกรับต้นทุนเอง
  • ต้องบริหารทั้ง Compliance และกลยุทธ์ล่วงหน้า
    ตั้งแต่การระวังกฎหมายแข่งขันทางการค้า การเปิดเผยความเสี่ยงต่อผู้ถือหุ้น ไปจนถึงการเจรจาคู่ค้าและเตรียมแผนข้อพิพาทก่อนปัญหาเกิด

ช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 ราคาดีเซลที่ปั๊มพุ่งทะลุ 50 บาทต่อลิตร ก่อนที่ภาครัฐจะเข้ามาปรับกลไกชดเชยให้ลดลงมาอยู่ที่ราว 40 บาทในปัจจุบัน สถานการณ์นั้นฉายภาพให้เห็นว่าราคาพลังงานในไทยผันผวนได้มากเพียงใดในเวลาอันสั้น แต่นอกจากความเจ็บปวดที่กระเป๋าเงิน ยังมีมิติหนึ่งที่มักถูกมองข้ามไป นั่นคือ ผลกระทบทางกฎหมาย ที่แฝงอยู่ในสัญญา ในการตัดสินใจทางธุรกิจ และในพันธะที่มีต่อผู้ถือหุ้นหรือคู่ค้า บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า เมื่อน้ำมันแพง "กฎหมาย" เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ในแบบที่ไม่ต้องมีพื้นฐานด้านกฎหมายก็อ่านรู้เรื่อง

ระบบที่รัฐใช้ดูแลราคาน้ำมัน มีจุดอ่อนอะไรบ้าง?

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมราคาน้ำมันที่ปั๊มในไทยถึงไม่ขึ้นลงตามตลาดโลกทันที คำตอบคือรัฐมีกลไกดูดซับความผันผวนไว้ โดยเครื่องมือหลักคือ "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเพื่อนำเงินมาอุดหนุนราคาในยามที่น้ำมันโลกแพง และเก็บเงินสำรองไว้ยามที่ราคาถูก

สถานการณ์ปัจจุบัน (เมษายน 2569) กองทุนน้ำมันฟื้นตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากจุดต่ำสุด โดยบัญชีน้ำมันกลับมาเป็นบวกแล้ว อย่างไรก็ตาม บัญชีก๊าซ LPG ยังคงติดลบอยู่ราว 41,000 ล้านบาท และกองทุนยังมีภาระหนี้เงินกู้ที่ต้องชำระคืนสถาบันการเงินอีกกว่า 55,000 ล้านบาท จากการกู้มาพยุงราคาดีเซลในช่วงวิกฤตปี 2565-2566 ซึ่งหมายความว่า "กันชน" ของรัฐยังมีข้อจำกัดอยู่เหตุการณ์ต้นเดือนเมษายน 2569 เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ราคาดีเซลพุ่งสูงสุดแตะ 50.54 บาทต่อลิตรในช่วงสงกรานต์ ก่อนที่รัฐบาลจะเข้าปรับกลไกกองทุนน้ำมันให้ชดเชยเพิ่ม ส่งผลให้ราคาลดลงมาที่ประมาณ 40 บาทในปัจจุบัน การตัดสินใจเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นเร็วและกะทันหันเช่นนี้ แม้จะดีต่อผู้บริโภค แต่กลับสร้างความไม่แน่นอนทางกฎหมายให้กับธุรกิจที่วางแผนต้นทุนไว้แล้ว

นอกจากนี้ กฎหมายกองทุนน้ำมันฉบับปัจจุบันยังไม่ได้นิยามไว้ชัดเจนว่า "วิกฤตน้ำมัน" คืออะไร ทำให้รัฐบาลมีอำนาจตัดสินใจค่อนข้างกว้าง แต่ในทางกลับกัน ภาคธุรกิจก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่ารัฐจะเข้าแทรกแซงหรือไม่ เมื่อไหร่ และแค่ไหน ความไม่แน่นอนนี้เองที่สร้างความเสี่ยงให้กับการวางแผนธุรกิจระยะยาว

สิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงและควรจับตา:

  • กองทุนน้ำมันยังคงมีภาระหนี้สูงมาก แม้เริ่มมีการฟื้นตัวแล้ว แต่ขีดความสามารถในการรับมือวิกฤตพลังงานรองใหม่ยังจำกัด
  • กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างร่างกฎหมายกองทุนน้ำมันฉบับใหม่ ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้อาจสร้างความไม่แน่นอนด้านนโยบาย
  • กลไกชดเชยราคาของรัฐสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในระยะเวลาอันสั้น ธุรกิจที่มีสัญญาระยะยาวต้องตระหนักถึงความเสี่ยงจากความผันผวนนี้

สัญญา ที่ทำไว้ ยังใช้ได้อยู่ไหม เมื่อน้ำมันแพงขึ้น?

ลองนึกภาพบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ทำสัญญาสร้างอาคารในราคาคงที่ตั้งแต่ต้นปี แต่พอถึงช่วงสงกรานต์ราคาดีเซลพุ่งขึ้นเกือบ 30% ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ทำให้ค่าขนวัสดุ ค่าเครื่องจักร ต้นทุนทุกอย่างแพงขึ้น ในสถานการณ์แบบนี้ ผู้รับเหมาหลายรายพยายามอ้าง "เหตุสุดวิสัย" เพื่อขอพักการปฏิบัติตามสัญญาหรือปรับราคาใหม่

แต่ในทางกฎหมายไทย เหตุสุดวิสัย (หรือที่ในสัญญาภาษาอังกฤษเรียกว่า Force Majeure) หมายถึงเหตุการณ์ที่ ไม่อาจคาดเดาได้ และไม่อาจป้องกันได้เลยแม้จะระมัดระวังแล้ว เช่น แผ่นดินไหว หรือสงคราม ส่วนราคาน้ำมันที่ขึ้นลงตามตลาดโลก ศาลไทยมักมองว่าเป็น "ความเสี่ยงปกติของการทำธุรกิจ" ที่คู่สัญญาควรรู้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น การอ้าง Force Majeure จึงมักไม่สำเร็จ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ทำตามสัญญาต่อไม่ได้จริง ๆ ไม่ใช่แค่ไม่คุ้มทางธุรกิจ

สัญญาประเภทที่ควรตรวจสอบเป็นพิเศษ:

  • สัญญารับเหมาก่อสร้าง ถ้าไม่มีข้อกำหนดให้ปรับราคาตามต้นทุนพลังงานได้ (เรียกว่า Price Escalation Clause) ผู้รับเหมาต้องแบกรับต้นทุนส่วนที่เพิ่มขึ้นเองทั้งหมด
  • สัญญาขนส่งและโลจิสติกส์ระยะยาว ที่ไม่มีการกำหนดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเมื่อน้ำมันขึ้น อาจทำให้ผู้ให้บริการขาดทุนได้
  • สัญญาซื้อขายสินค้าที่กำหนดราคาไว้ล่วงหน้า เมื่อต้นทุนการผลิตและขนส่งเพิ่มขึ้น การส่งมอบสินค้าตามกำหนดอาจมีปัญหา
  • สัญญาเช่าอุปกรณ์หนัก ควรระบุให้ชัดว่าค่าน้ำมันเป็นหน้าที่ของฝ่ายไหน มิเช่นนั้นอาจเกิดข้อพิพาทภายหลัง

การปรับราคาสินค้า ทำได้แค่ไหนโดยไม่ผิดกฎหมาย?

เมื่อน้ำมันแพง ต้นทุนของผู้ประกอบการก็สูงขึ้น และเป็นเรื่องธรรมดาที่จะคิดถึงการปรับราคาสินค้าหรือบริการ แต่มีเส้นบาง ๆ ทางกฎหมายที่ต้องระวัง โดยเฉพาะในธุรกิจค้าปลีก อาหาร หรือบริการที่มีผู้เล่นหลายรายในตลาด

กฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทยห้ามไม่ให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกัน "ตกลงกัน" ในเรื่องราคา แม้จะเป็นการตกลงกันโดยไม่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้มีบทลงโทษหนัก คือปรับสูงถึงร้อยละสิบของรายได้ในปีที่ทำผิด

สิ่งที่ควรระวัง: การประชุมในนามสมาคมธุรกิจหรือกลุ่มอุตสาหกรรม แล้วมีการพูดถึงการปรับราคาสินค้า แม้จะไม่ได้ตกลงอะไรเป็นทางการ ก็อาจถูกคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) มองว่าเป็นพฤติกรรมที่จำกัดการแข่งขันได้ ดังนั้น หากต้องการปรับราคา ควรตัดสินใจอิสระโดยอิงต้นทุนของตัวเอง และควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายก่อนเสมอ

บริษัทในตลาดหุ้นต้องระวังเรื่องอะไรเป็นพิเศษ?

สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นอีกชั้น เพราะนอกจากจะต้องบริหารธุรกิจแล้ว ยังต้อง "แจ้งให้ผู้ถือหุ้นรู้" ในสิ่งที่อาจกระทบต่อมูลค่าหรือผลประกอบการของบริษัทด้วย ซึ่งต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงถือเป็นหนึ่งในนั้น

หากบริษัทไม่เปิดเผยความเสี่ยงด้านพลังงานไว้ในรายงานประจำปี (แบบ 56-1 One Report) แล้วต่อมาผลประกอบการเสียหายอย่างมีนัยสำคัญจากต้นทุนน้ำมัน ผู้ถือหุ้นอาจมีสิทธิ์ฟ้องร้องกรรมการบริษัทได้ ว่าละเลยหน้าที่ในการเปิดเผยข้อมูลสำคัญ หรือไม่ได้ดูแลบริษัทด้วยความรอบคอบเพียงพอ

สิ่งที่กรรมการและฝ่ายบริหารของบริษัทจดทะเบียนควรทำ:

  • ทบทวนว่ารายงานประจำปีระบุความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานไว้ชัดเจนเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะในส่วน Risk Factors ของแบบ 56-1 One Report
  • หากสถานการณ์ราคาพลังงานอาจกระทบผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ อาจต้องพิจารณาแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วย
  • พิจารณาว่าบริษัทควรมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านราคาพลังงาน (Hedging) และหากมีแล้ว ควรเปิดเผยนโยบายนั้นให้ผู้ถือหุ้นทราบด้วย
  • ตรวจสอบว่าสัญญากู้เงินกับธนาคารมีเงื่อนไขที่อ้างอิงตัวเลขทางการเงินบางอย่างหรือไม่ เพราะหากต้นทุนพุ่งสูงจนตัวเลขเหล่านั้นเปลี่ยนไป อาจกระทบสัญญาเงินกู้ได้เช่นกัน

มาตรการของรัฐช่วยได้ แต่ก็สร้างความไม่แน่นอนได้เช่นกัน

รัฐบาลชุดปัจจุบัน (ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเรียบร้อยแล้ว) มีเครื่องมือทางนโยบายครบถ้วนกว่าในช่วงที่รัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ และได้แสดงให้เห็นในเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่าพร้อมเข้าแทรกแซงราคาพลังงานเมื่อจำเป็น ด้วยการปรับกลไกกองทุนน้ำมันให้ชดเชยดีเซลเพิ่มเติม จนราคาลดลงได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการเข้าแทรกแซงอย่างรวดเร็วนี้เอง ที่สร้างความไม่แน่นอนทางกฎหมายให้กับภาคธุรกิจ ตัวอย่างเช่น หากบริษัทแห่งหนึ่งทำสัญญาซื้อน้ำมันหรือสัญญาขนส่งโดยคำนวณต้นทุนไว้ที่ราคาหนึ่ง แล้วรัฐบาลประกาศชดเชยเฉพาะกลุ่มธุรกิจบางประเภทกะทันหัน ทำให้คู่สัญญาอีกฝ่ายได้ราคาต้นทุนที่ต่างออกไป สถานการณ์แบบนี้อาจนำไปสู่ข้อพิพาทเรื่องราคาหรือเงื่อนไขสัญญาได้

กล่าวโดยสรุป มาตรการของรัฐช่วยลดแรงกดดันระยะสั้น แต่ไม่ได้กำจัดความเสี่ยงออกไป และสำหรับธุรกิจที่มีสัญญาระยะยาว การเปลี่ยนนโยบายกะทันหันอาจสร้างปัญหาตามมาได้ไม่น้อย

แล้วควรทำอะไรตอนนี้? ห้าก้าวเริ่มต้นสำหรับทุกธุรกิจ

ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะใหญ่หรือเล็ก มีหรือไม่มีทีมกฎหมายประจำ ห้าเรื่องนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเตรียมรับมือกับความเสี่ยงทางกฎหมายในยุคพลังงานผันผวน

1.   เปิดสัญญาหลักมาอ่านใหม่ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงราคา เหตุสุดวิสัย และการปรับเงื่อนไขสัญญา หากไม่มีข้อกำหนดเหล่านี้ ควรพิจารณาเพิ่มเติมในการต่อสัญญาครั้งหน้า

2.   คุยกับซัปพลายเออร์และคู่ค้า เพื่อเจรจาเพิ่มกลไกการปรับราคาตามดัชนีพลังงาน แทนที่จะรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยเจรจากันทีหลัง ซึ่งมักลงเอยด้วยความขัดแย้ง

3.   สำหรับบริษัทในตลาดหุ้น ให้ทีมกฎหมายหรือที่ปรึกษาช่วยตรวจสอบว่าการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงด้านพลังงานในรายงานประจำปีครบถ้วนและทันสมัยหรือไม่โดยเฉพาะในบริบทความผันผวนที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรกปี 2569

4.   ระวังการพูดคุยกับคู่แข่งเรื่องราคา แม้จะอยู่ในกรอบสมาคมวิชาชีพ หากต้องปรับราคาควรตัดสินใจโดยอิสระและมีเหตุผลด้านต้นทุนรองรับอย่างชัดเจน

5.   เตรียมแผนรับมือข้อพิพาท หากคาดว่าสัญญาบางฉบับอาจมีปัญหาจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวนในปีนี้ ควรมีแผนเจรจาและระงับข้อพิพาทไว้ล่วงหน้า แทนที่จะปล่อยให้บานปลายจนต้องขึ้นศาล

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับประเด็นทางกฎหมาย และมิได้ถือเป็นคำปรึกษากฎหมายในกรณีใดกรณีหนึ่งโดยเฉพาะ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยุทธศาสตร์การรับมือวิกฤตพลังงานโลก เจาะลึก 10 มาตรการเร่งด่วนจาก IEA เพื่อทางรอดของภาคธุรกิจ

ยุทธศาสตร์การรับมือวิกฤตพลังงานโลก เจาะลึก 10 มาตรการเร่งด่วนจาก IEA เพื่อทางรอดของภาคธุรกิจ

23 มีนาคม 2569

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

เจาะลึก 10 มาตรการเร่งด่วนจาก IEA ยุทธศาสตร์รับมือวิกฤตพลังงานโลกจากเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง พร้อมแนวทางปรับตัวสำหรับภาคธุรกิจเพื่อลดต้นทุนและรักษาสภาพคล่องในสภาวะราคาน้ำมันพุ่งสูง

นายกรัฐมนตรีไทยหารือเอกอัครราชทูตออสเตรเลียเรื่องความร่วมมือด้านพลังงานและการจัดหาน้ำมัน

นายกรัฐมนตรีไทยหารือเอกอัครราชทูตออสเตรเลียเรื่องความร่วมมือด้านพลังงานและการจัดหาน้ำมัน

17 มีนาคม 2569

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

นายกรัฐมนตรีหารือเอกอัครราชทูตออสเตรเลียเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงานและสำรวจแหล่งน้ำมันเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้ SMEs ไทย โดยเฉพาะในภาคพลังงานสะอาด