
สภาอุตสาหกรรมฯ เตือนต้นทุนพลังงานและค่าไฟพุ่ง กระทบค่าครองชีพและ SMEs
31 มีนาคม 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
ราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มพุ่งสูง เสี่ยงดันค่าครองชีพและต้นทุนธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่รับภาระต้นทุนยากขึ้น
-
หากดีเซลแตะ 35 บาท/ลิตร จากราว 33 บาท/ลิตร อาจทำให้ราคาสินค้าปรับขึ้น 6–8% และเกิดผลกระทบลูกโซ่ต่อทุกอุตสาหกรรมและเงินเฟ้อ
-
ส.อ.ท. เรียกร้องให้รัฐเร่งอัดฉีดสภาพคล่อง ออกมาตรการช่วยเหลือ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและการค้ำประกัน เพื่อพยุง SMEs และรักษาการจ้างงาน
ส.อ.ท. โดย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล เตือนภาวะราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าที่กำลังจะพุ่งขึ้น เสี่ยงซ้ำเติมค่าครองชีพประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่จะได้รับผลกระทบหนักจากต้นทุนที่สูงขึ้น หากดีเซลทะลุ 35 บาท/ลิตร อาจดันราคาสินค้าขึ้น 6-8% ส.อ.ท. จึงเร่งเสนอรัฐบาลอัดฉีดสภาพคล่องและออกมาตรการช่วยเหลือ SMEs อย่างเร่งด่วน เพื่อรักษาการจ้างงานและประคองเศรษฐกิจโดยรวม
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ต้นทุนพลังงานที่กำลังเป็นขาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ยังคงมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น และค่าไฟฟ้าที่มีสัญญาณว่าจะขยับสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนและสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อการดำเนินงานของภาคธุรกิจ
ประธาน ส.อ.ท. ชี้ว่า หากราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการขนส่งและภาคอุตสาหกรรม พุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ 35 บาทต่อลิตร จากระดับที่ภาคธุรกิจพอจะแบกรับได้ที่ราว 33 บาทต่อลิตร อาจทำให้ราคาสินค้าโดยรวมในตลาดปรับเพิ่มขึ้นได้ถึง 6-8% ผลกระทบนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในรูปของสินค้าที่แพงขึ้น แต่ยังหมายถึงต้นทุนการผลิตและค่าโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นในทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรม
ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ในทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่การขนส่ง ไปจนถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอื่นๆ ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ และกัดกร่อนผลกำไรของภาคธุรกิจโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประกอบการ SMEs จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงที่สุด เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและอำนาจการต่อรองกับซัพพลายเออร์ที่น้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้ความสามารถในการแบกรับต้นทุน หรือการปรับราคาสินค้าเพื่อรักษากำไรทำได้ยากลำบากกว่ามาก
การขาดสภาพคล่องทางการเงินจึงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจนำไปสู่การปิดกิจการและการเลิกจ้างงาน ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและอัตราการว่างงานในประเทศ ส.อ.ท. จึงได้ย้ำเตือนถึงความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาดูแลและให้การสนับสนุนสภาพคล่องให้แก่ ผู้ประกอบการ SMEs อย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถประคับประคองธุรกิจและรักษาการจ้างงานไว้ได้ในสภาวะที่ท้าทายนี้
เพื่อบรรเทาผลกระทบ ส.อ.ท. จึงได้ผนึกกำลังกับหน่วยงานภาครัฐและภาคการเงิน ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในการผลักดันมาตรการช่วยเหลือ SMEs อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการเสริมสภาพคล่อง การสนับสนุน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อให้ SMEs มีเครื่องมือและโอกาสในการผ่านพ้นวิกฤตต้นทุนพลังงานและค่าไฟฟ้าที่กำลังจะมาถึงนี้ไปได้



