
สมาพันธ์ SME ไทย เรียกร้องรัฐบาลรื้อโครงสร้างพลังงาน หลังราคาน้ำมันพุ่งกระทบต้นทุนธุรกิจ
11 พฤษภาคม 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยกดดันรัฐบาลให้รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน หลังดีเซลพุ่งทำสถิติใหม่ กระทบต้นทุนธุรกิจที่ผูกกับพลังงานกว่า 70% และทำให้ SMEs ส่วนใหญ่ต้องแบกรับต้นทุนเอง
-
ต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงและส่งต่อราคาไม่ได้ ทำให้กว่า 59% ของ SMEs เสี่ยงอยู่รอดได้ไม่เกิน 3–6 เดือน อีกส่วนหนึ่งอาจอยู่ไม่ถึง 3 เดือน ส่อวิกฤตปิดกิจการ เลิกจ้าง และลดแรงงาน
-
รัฐบาลเตรียมมาตรการช่วยเหลือรวมราว 400,000 ล้านบาท พร้อมซอฟต์โลนและการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อประคับประคองธุรกิจและลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานทั้งระยะสั้นและยาว
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เรียกร้องรัฐบาลเร่งทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมัน หลังราคาดีเซลพุ่งทำลายสถิติ สร้างภาวะ "ช็อก" แก่ธุรกิจทั่วประเทศ เพราะกว่า 70% ของต้นทุน ผูกกับพลังงาน ผู้ประกอบการ SMEs กว่า 70% ติดขัดในการผลักภาระไปที่ผู้บริโภค ทำให้ต้องแบกรับเอง ส่งผลให้ 59% ของ SMEs เสี่ยงอยู่ได้ไม่เกิน 3-6 เดือน ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยิ่งซ้ำเติม รัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยเหลือ 400,000 ล้านบาท พร้อมหนุน Soft Loan เพื่อประคับประคองธุรกิจและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดระยะยาว
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่โดยด่วน หลังจากที่ ราคาน้ำมันดีเซล ได้ปรับตัวสูงขึ้นจนสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศตกอยู่ในภาวะ "ช็อก" เนื่องจาก ต้นทุนธุรกิจ กว่า 70% มีส่วนเกี่ยวข้องกับพลังงานโดยตรง นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ชี้ว่าสถานการณ์นี้กำลังสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อธุรกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิตและขนส่ง
หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเผชิญคือข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภค จากการสำรวจพบว่า 22.2% ของผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้เลย และอีก 48.3% สามารถปรับขึ้นได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่งผลให้กว่า 70.5% ของ SMEs ต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สภาวะเช่นนี้เปรียบเสมือน "สึนามิต้นทุน" ที่ถาโถมเข้าใส่ ทั้งจากราคาวัตถุดิบ พลังงาน และสาธารณูปโภคที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สภาพคล่องของธุรกิจตึงตัวอย่างหนัก
จากสถานการณ์วิกฤตพลังงานและต้นทุนที่บีบรัดนี้ ทำให้ SMEs กว่า 59% คาดการณ์ว่าตนเองอาจอยู่รอดได้ไม่เกิน 3-6 เดือน และอีก 21% อาจอยู่ได้ไม่ถึง 3 เดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจและสะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจฐานราก นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อ SMEs ไทยถึง 96.7% โดยทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและกำลังซื้อลดลง หากปัญหานี้ยังคงยืดเยื้อ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยคาดการณ์ว่าอาจเห็นการลดแรงงาน เลิกจ้าง หรือแม้กระทั่งการปิดกิจการในอัตราที่รุนแรงกว่าช่วงวิกฤตโควิด-19
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเองก็ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวและได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานรวมกว่า 400,000 ล้านบาท โดยมีกลุ่มเป้าหมายสำคัญคือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร รวมถึง ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะ SMEs มาตรการเหล่านี้รวมถึงการเปิดให้ผู้ประกอบการขนส่งลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิ์เงินสนับสนุนเยียวยา และการออก ซอฟต์โลน วงเงิน 5,000 ล้านบาท รายละไม่เกิน 2 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจและประชาชนปรับตัวไปสู่การใช้ พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นแนวทางในการรับมือกับวิกฤตพลังงานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
การรับมือกับสถานการณ์ต้นทุนพลังงานที่ผันผวนนี้ จำเป็นต้องอาศัยทั้งมาตรการบรรเทาในระยะสั้นและการปรับโครงสร้างในระยะยาว การหันมาพิจารณาการลงทุนในพลังงานทดแทนหรือการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในองค์กร จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ ผู้ประกอบการ SMEs ไม่ควรมองข้าม เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้






