
ความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3
8 มิถุนายน 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 คืบหน้ากว่า 95% แล้ว
-
รัฐเร่งแก้ปัญหาถมทะเลและจัดการจราจรด้วย Buffer Zone ภายใน 60 วัน
-
โครงการนี้ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และหนุน SMEs ไทยให้แข่งขันได้มากขึ้น
โครงการพัฒนา ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 กำลังคืบหน้าอย่างรวดเร็ว โดยงานก่อสร้างทางทะเลบรรลุแล้วกว่า 95.57% แม้จะเผชิญความท้าทายเรื่องการถมทะเล แต่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เร่งตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาภายใน 60 วัน พร้อมวาง Buffer Zone จัดการจราจร นี่คือหัวใจสำคัญในการยกระดับโลจิสติกส์ของไทย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มโอกาสการแข่งขันให้ SMEs กลุ่มผู้นำเข้า-ส่งออก และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่น เตรียมพร้อมสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง
ความคืบหน้าของโครงการพัฒนา ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 กำลังเป็นที่จับตามองในฐานะหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยล่าสุด ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 งานก่อสร้างทางทะเลโดยภาพรวมมีความก้าวหน้าไปแล้วกว่า 95.57% แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันโครงการขนาดใหญ่ให้เป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อภาคการค้าและการลงทุนของไทยในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม โครงการยังคงมีประเด็นท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะความล่าช้าในงานถมทะเล ซึ่ง นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามและสั่งการให้มีการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาและเร่งรัดการส่งมอบพื้นที่ให้แล้วเสร็จภายในกรอบระยะเวลา 60 วัน โดยยึดหลักผลประโยชน์ของภาครัฐเป็นสำคัญ และให้ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับบริษัทที่ปรึกษาและที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส
นอกจากการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างแล้ว การจัดการปัญหาด้านการจราจรโดยรอบพื้นที่ท่าเรือก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ภาครัฐให้ความใส่ใจ โดยมีการวางแผนจัดตั้ง Buffer Zone เพื่อลดความหนาแน่นของการจราจรบริเวณท่าเรือ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพื้นที่และอำนวยความสะดวกให้กับการขนส่งสินค้าและผู้ประกอบการที่เข้ามาใช้บริการท่าเรือในอนาคต ทำให้การขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่นและลดเวลาการรอคอย
โครงการ ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 นี้ ถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการ นำเข้า-ส่งออก โดยตรง การที่ท่าเรือมีขีดความสามารถรองรับที่เพิ่มขึ้น จะช่วย ลดต้นทุน และเวลาในการขนส่งสินค้าได้อย่างมหาศาล ทำให้ SMEs สามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้น แข่งขันได้ดียิ่งขึ้น และมีกำไรเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การพัฒนาพื้นที่โดยรอบท่าเรือยังจะสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ สำหรับ SMEs ในภาคบริการ โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสร้างงานในท้องถิ่นอีกด้วย
การเร่งรัดโครงการนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของภาครัฐในการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าในระยะยาว เปลี่ยนให้ ท่าเรือแหลมฉบัง ก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมการส่งออกและนำเข้าของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีโลก






