กาง 3 มาตรการ ปลดล็อค 'ครูไทย' หลุดพ้นงานธุรการ

กาง 3 มาตรการ ปลดล็อค 'ครูไทย' หลุดพ้นงานธุรการ

ภาพของครูไทยในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การยืนสอนหน้าชั้นเรียน แต่กลับต้องแบกรับภาระงานที่หลากหลายจนเกินกำลัง ไม่ว่าจะเป็นงานธุรการ งานการเงิน งานพัสดุ หรือแม้แต่งานเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน ซึ่งล้วนแต่เป็นงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอนโดยตรง

 

กระทั่งเคยมีกรณีที่ครูบางรายต้องปลิดชีพตัวเองเพราะภาระงานหนักเกินไปจากงานธุรการ บางรายต้องผู้รับผิดชอบงานการเงินของโรงเรียน ต้องร้องขอความเป็นธรรม ภายหลังถูกป.ป.ช.ชี้มูลความผิดร่วมกับอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน จากการลงนามในเอกสารเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน

 

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อประสิทธิภาพการเรียนการสอน เมื่อครูต้องแบ่งเวลาและความสนใจไปทำงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่การสอน เวลาและพลังงานที่ควรจะใช้ในการเตรียมการสอน พัฒนาเนื้อหา และดูแลนักเรียนกลับต้องไปใช้กับงานธุรการต่างๆ ที่ซับซ้อนและใช้เวลามาก

 

ปัญหาที่ซับซ้อนจากโครงสร้างระบบ

 

ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่สะสมมายาวนาน โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อยกว่า 40 คน ซึ่งมีมากกว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ ในโรงเรียนเหล่านี้ครูจำนวนจำกัดต้องรับผิดชอบงานหลายด้านพร้อมกัน ทำให้ภาระงานหนักเกินกำลัง

 

สาเหตุหลักมาจากการขาดแคลนบุคลากรสายสนับสนุน ที่ควรจะเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการ การเงิน และงานพัสดุ แทนที่จะให้ครูต้องมาทำหน้าที่เหล่านี้ด้วย การที่ครูต้องเรียนรู้และปฏิบัติงานที่ไม่ใช่ความเชี่ยวชาญของตนเอง ก็เป็นการใช้ทรัพยากรบุคคลอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

ทางออกจากกระทรวงศึกษาธิการ

"ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ"  ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของปัญหานี้ และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยได้วางแผนหลายมาตรการที่เป็นรูปธรรม

 

มาตรการที่ 1 การเปลี่ยนตำแหน่งครูเป็นบุคลากรสายสนับสนุน - สพฐ. เสนอแนวทางการเกลี่ยอัตราครูที่เกินเกณฑ์จากโรงเรียนขนาดเล็ก ให้เปลี่ยนไปเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) เพื่อทำหน้าที่ด้านธุรการ การเงิน และงานพัสดุ

 

ข้อดีของแนวทางนี้คือ ไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มหรือบรรจุข้าราชการใหม่ แต่เป็นการบริหารจัดการอัตรากำลังที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผู้ที่ได้รับการจัดสรรอัตราดังกล่าวจะยังคงได้รับสิทธิ์และสถานะเช่นเดียวกับข้าราชการครูทั่วไป

 

มาตรการที่ 2 การยกระดับธุรการโรงเรียน -  สพฐ. ได้ยื่นข้อเสนอเพื่อปรับสถานะธุรการโรงเรียนให้เป็นลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งจะทำให้ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมมากขึ้น

  • กลุ่มที่ได้รับ 9,000 บาท จะปรับเป็นเจ้าพนักงานธุรการ ได้ค่าจ้าง 13,920 บาท
  • กลุ่มที่ได้รับ 15,000 บาท จะปรับเป็นนักจัดการงานทั่วไป ได้ค่าจ้าง 18,500 บาท

 

นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิวันลา เงินสมทบประกันสังคม และสวัสดิการต่างๆ ตามระเบียบกระทรวงการคลัง การปรับปรุงสวัสดิการนี้คาดว่าจะช่วยดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาทำงานในตำแหน่งธุรการมากขึ้น

มาตรการที่ 3 การกำหนดรายการงานที่ไม่ต้องปฏิบัติ - ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. มอบหมายให้ นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. กำหนดรายการโครงการหรืองานที่ไม่ต้องปฏิบัติอีกต่อไป และจะออกเป็นประกาศ สพฐ. อย่างเป็นทางการ เพื่อลดภาระครูให้เห็นผลอย่างชัดเจน

 

ความท้าทายในการดำเนินการ

แม้ว่าจะมีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน แต่การดำเนินการในทางปฏิบัติยังคงมีความท้าทาย เนื่องจากสพฐ. มีโรงเรียนกว่า 29,000 โรง ทำให้จำนวนธุรการที่มีอยู่ไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องให้ธุรการกลุ่มที่เป็นนักจัดการงานทั่วไปดูแล 2 โรงเรียนที่อยู่ใกล้กัน อย่างไรก็ตาม สพฐ. ยืนยันว่าจะไม่ให้ธุรการโรงเรียนต้องเดินทางไกลหรือสลับโรงเรียนบ่อยๆ เพื่อไม่เป็นภาระเพิ่มเติมทั้งในเรื่องเวลาและค่าใช้จ่าย

 

รัฐมนตรียอมรับว่าแม้จะสามารถเกลี่ยอัตราครูไปเป็นบุคลากรสายสนับสนุนได้บางส่วน แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงต้องดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปในแต่ละปี และต้องหาทางออกที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความเป็นจริงในพื้นที่ การดำเนินการต้องใช้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในกระทรวงศึกษาธิการ และต้องดำเนินการตามขั้นตอนและระเบียบอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบหรือความเดือดร้อนกับครูในระบบ

 

 

ความหวังสู่อนาคตการศึกษาไทย

โมเดลลดภาระครูที่สพฐ. และกระทรวงศึกษาธิการกำลังผลักดันเป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาไทย เมื่อครูสามารถใช้เวลาเต็มที่ในการสอนและพัฒนานักเรียน ประสิทธิภาพการเรียนการสอนจะเพิ่มขึ้น และคุณภาพการศึกษาโดยรวมก็จะดีขึ้นตามไปด้วย

 

การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและการวางแผนอย่างเป็นระบบ ครูไทยจะสามารถกลับไปยังบทบาทหลักของตน คือการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และหล่อหลอมเยาวชนไทยให้เป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป

 

การดำเนินการนี้จะเสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน หรือก่อนเปิดภาคเรียนที่ 2/2568 เพื่อเติมเต็มตำแหน่งที่ว่างทุกตำแหน่ง และให้สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปที่แท้จริงสำหรับการศึกษาไทยในอนาคต