
เศรษฐกิจไทยในกับดัก: ข้างนอกท้าทาย ข้างในอ่อนแอ
8 กันยายน 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
รายงานเชิงลึกจากโครงการ "Reinvent Thailand - A Platform for Policy Co-Creation and Execution" ความร่วมมือภาคเอกชน ภาคการเงิน และภาครัฐ เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืน
เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผนึกกำลังวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจไทยผ่านโครงการ "Reinvent Thailand" ภาพที่ปรากฏออกมาเผยให้เห็นเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับดักสุดซับซ้อน: "ข้างนอกท้าทาย ข้างในอ่อนแอ"
รายงานครั้งสำคัญนี้วินิจฉัยว่า เศรษฐกิจไทยมีอาการ "โตช้า แข่งขันไม่ได้ และเหลื่อมล้ำ" ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ จะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับแรงกระแทกจากการปรับภูมิทัศน์การค้าของสหรัฐฯ ที่เพิ่มภาษีนำเข้าสู่ระดับสูงที่สุดในรอบ 80 กว่าปี
เศรษฐกิจไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจการเงินมาหลายครั้ง และเกือบทุกครั้ง ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวลดลงเรื่อย ๆ จากที่เคยเติบโตเฉลี่ย 7% ในช่วง 2537-2539 ปรับลดลงมาต่ำกว่า 3% หลังวิกฤตโควิด-19 สะท้อนปัญหาในการปรับตัวของระบบเศรษฐกิจ
ในครั้งนี้ ภูมิทัศน์การค้าโลกกำลังถูกพลิกโฉมครั้งสำคัญจากมาตรการทางการค้าของ สหรัฐฯ กำแพงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดสู่ระดับสูงที่สุดในรอบ 80 กว่าปี ไม่เพียงเป็นความท้าทายที่หนักหน่วง แต่ยังซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน การรับมือกับแรงกระแทกทางการค้าต้องอาศัยทั้งมาตรการรองรับผลกระทบระยะสั้น และ การปรับตัวยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งหากเราไม่ปรับเปลี่ยนอย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวลดลงไปอีก
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับดักสุดซับซ้อน: "ข้างนอกท้าทาย ข้างในอ่อนแอ"
บริบทของเศรษฐกิจไทย: ข้างนอกท้าทาย ข้างในอ่อนแอ
ผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
การปรับภูมิทัศน์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในภาคส่งออกตลอดจน supply chain และผู้ผลิตในหลายอุตสาหกรรมรวมประมาณ 2 แสนราย ซึ่งมีการจ้างงานประมาณ 3 ล้านคน และโดยรวมมีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 6 ต่อ GDP โดยส่งผลกระทบ ต่อภาคธุรกิจดังนี้
ธุรกิจส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ มีมูลค่ากว่า 54,956 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567 หรือคิดเป็น 18% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และสร้างมูลค่าเพิ่มกว่า 2.2% ของ GDP ครอบคลุมผู้ส่งออก จํานวน 6,356 ราย ซึ่งมีการจ้างงานสูงถึง 1.6 ล้านคน รวมทั้งผู้ผลิตใน supply chain ที่เกี่ยวข้องจํานวนมาก โดยผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบหลัก ได้แก่
ผู้ส่งออกสินค้าที่ถูกเก็บภาษีตอบโต้หรือ reciprocal tariff (58% ของสินค้าส่งออกไป สหรัฐฯ) อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า เกษตรและเกษตรแปรรูป และเคมีภัณฑ์ ซึ่งได้รับผลกระทบหลักจากความต้องการสินค้าที่ลดลงจากภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น และการเสียส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ จากอัตรา reciprocal tariff ที่สูงกว่าประเทศคู่แข่งในบางหมวดสินค้า
ผู้ส่งออกสินค้าที่ถูกเก็บภาษีเฉพาะอุตสาหกรรมหรือ sectoral tariff (13% ของสินค้า ส่งออกไปสหรัฐฯ) ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน เหล็ก อลูมิเนียม และทองแดง ที่ปริมาณ การส่งออกถูกกระทบจากความต้องการที่ลดลงเช่นกัน
ผลกระทบมีแนวโน้มรุนแรงในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่มีความสามารถในการแข่งขันต่ำกว่าธุรกิจขนาดใหญ่และสินค้านำเข้าจากต่างประเทศมีสายป่านสั้น รวมทั้งมีข้อจำกัดและ ต้องใช้เวลาในการปรับตัว
นอกจากนี้ ผู้ส่งออกมีความเสี่ยงเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากยังมี สินค้าอีก 29% ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา sectoral tariff ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยา และไม้ รวมทั้งผู้ส่งออกบางส่วนมีความเสี่ยงที่ถูกเก็บ reciprocal tariff ประเภท transshipment แม้นิยามดังกล่าวยังไม่ชัดเจน แต่ภาครัฐควรเร่งปรับปรุงกระบวนการเกี่ยวกับ rules of origin เพื่อให้การส่งออกสินค้าได้รับ reciprocal tariff ประเภทที่ถูกต้องเพื่อป้องกันไม่ให้ ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบรุนแรงมากกว่าที่ควรจะเป็น
นอกจากนี้ ผู้ผลิตในประเทศกว่า 1.9 แสนรายซึ่งมีการจ้างงานสูงถึง 1.4 ล้านคน รวมทั้ง เกษตรกรประมาณ 1.9 ล้านคน เผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้นจาก import flooding และการเปิดเสรีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ แม้การที่มีสินค้าราคาถูกเข้ามาในประเทศจะส่งผลดีต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค แต่ส่งผลกระทบอย่างมากกับผู้ผลิตในหลายอุตสาหกรรมที่เผชิญ import flooding มาต่อเนื่อง
เช่น โลหะและโลหะประดิษฐ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และเฟอร์นิเจอร์ นอกจากนี้ ผู้ผลิตในประเทศอีกส่วนหนึ่งโดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเกษตรมีความเสี่ยงที่จะถูกแข่งขันเพิ่มขึ้นจากการเปิดเสรีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เพราะต้นทุนการผลิตของสหรัฐฯ ต่ำากว่าไทย อาทิ ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และเนื้อวัว
ภาพเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน: โตช้า แข่งขันไม่ได้ และเหลื่อมล้ำ
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความอ่อนแอจากภายใน อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปรับ ลดลงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการลงทุนของภาคเอกชนที่ขยายตัวต่ำมาต่อเนื่อง โดยปรับลดลง จาก 6% ในช่วงปี 2542-2551 มาขยายตัวประมาณ 2% หลังวิกฤตโควิด-19
รวมถึงความสามารถในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ของไทยที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยในช่วงปี 2561-2567 ไทยมีสัดส่วน net FDI ต่อglobal FDI ที่ 0.6% เทียบเวียดนามและอินโดนีเซียที่ 1.2% และ 1.6% ตามลำดับ
นอกจากนี้ FDI ไทยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าสูง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ ทําให้สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศจํากัด
ปัญหาด้านผลิตภาพคือหัวใจของความสามารถ ในการแข่งขันที่ถดถอย ธุรกิจไทยจํานวนมาก แข่งขันไม่ได้เพราะผลิตภาพต่ำ อัตราการเติบโต ของผลิตภาพแรงงานลดจากเฉลี่ยเกือบ 3% ใน สองทศวรรษก่อน เหลือประมาณ 2% ในทศวรรษล่าสุด
ภาคส่งออกโตช้ากว่าเพื่อนบ้าน ความสามารถในการผลิตและส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง วัดโดยดัชนีความซับซ้อน (economic complexity) ปรับแย่ลงเทียบกับนานาประเทศในทศวรรษที่ผ่านมา ส่งผลให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในหลายหมวด สินค้า เช่น ปิโตรเคมี สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ยานยนต์ และเครื่องจักร ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนามและอินโดนีเซียได้ส่วนแบ่งตลาด เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ SMEs ไทยซึ่งควรเป็นฐานเศรษฐกิจสําคัญกลับมีสัดส่วนต่อ GDP เพียง 35% ต่ำกว่า ค่าเฉลี่ย 55% ของประเทศพัฒนาแล้ว รวมทั้งผลิตภาพของ SMEs ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการถดถอยลงในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา ช่องว่างด้านผลิตภาพระหว่างบริษัทรายใหญ่และรายเล็กห่างขึ้นในภาคการผลิตและบริการเกือบทุกสาขา ขณะที่ภาคเกษตรแทบไม่ปรับตัวตลอด 20 ปี โดยเกษตรกรที่ปลูกพืชหลักขาดทุนบ่อยตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา
เศรษฐกิจเผชิญความไม่สมดุลและการกระจุกตัวเพิ่มขึ้น บริษัทขนาดใหญ่เพียง 1% ของบริษัททั้งหมดมีบทบาทขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2567 มากกว่าครึ่ง และบริษัทขนาดใหญ่สุด 5% แรกครองส่วนแบ่งรายได้ราว 85% ของภาคธุรกิจทั้งหมด
ด้านความเหลื่อมล้ำในระดับครัวเรือนยังรุนแรง แม้ดัชนีความเหลื่อมล้ำของรายได้ครัวเรือนไทย (Gini Index) ลดลงจาก 36 ในปี 2558 เป็น 34.3 ในปี 2565 แต่สูงกว่าค่ากลางโลกที่ 33.6 รวมทั้งความเหลื่อมล้ำของไทยยังสูงอยู่ที่อันดับ 27 จาก 61 ประเทศ โดยครัวเรือนไทยกลุ่มรายได้สูงสุด (Quintile 5) ครอบครองรายได้ 48% ของประเทศ ขณะที่กลุ่มรายได้ต่ำสุดมีเพียง 6% หรือมีช่องว่างระหว่างครัวเรือนกลุ่มรายได้สูงสุดและกลุ่มรายได้ต่ำสุดถึง 8 เท่า
ภาระหนี้สินตอกย้ำความเปราะบางคนไทยกว่า 25 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรไทยมีหนี้ในระบบ มูลค่าหนี้เฉลี่ยต่อคนสูงถึง 540,000 บาท โดยประมาณ 38% เป็นหนี้เพื่อการบริโภคที่มีภาระผ่อนชำระสูงและไม่ก่อรายได้
กลุ่มรายได้น้อยมีภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio: DSR) สูงถึง 73% เทียบกับ 24% ในกลุ่มรายได้สูง จํานวนบัญชีที่กำลังมีปัญหาหนี้เรื้อรังและกลายเป็นหนี้เรื้อรังแล้วมีมากกว่า 1.8 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดภาระหนี้ถึง 7.5 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ครัวเรือนและ SMEs มีปัญหาหนี้นอกระบบ ส่วนหนึ่งเนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบและมีความจําเป็นใช้จ่ายเร่งด่วน สถานการณ์นี้จํากัดศักยภาพของครัวเรือนและ SMEs ไทยในการปรับตัวหรือลงทุนเพื่ออนาคตและเสี่ยงกับการติดกับดัก รายได้ต่ำาถาวร
ต้นตอปัญหาเศรษฐกิจของไทย
เมื่อมองไปข้างหน้า ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ 'ข้างนอกท้าทาย ข้างในอ่อนแอ' เศรษฐกิจไทยที่มี อาการ 'โตช้า แข่งขันไม่ได้ และเหลื่อมล้ำ' มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นหากไม่เร่งแก้ไขปัญหาที่ต้นตอโดยประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างหลักในมิติของภาคธุรกิจ ภาคประชาชน ภาครัฐ และ ภาคการเงิน มีดังนี้
ภาคธุรกิจขาดพลวัตและนวัตกรรม ธุรกิจรายใหม่เกิดขึ้นน้อยลง บริษัทอายุน้อย (อายุน้อย กว่า 5 ปี) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการขยายตัวของรายได้ภาคธุรกิจโดยรวมมีส่วนแบ่งตลาดลดลง SMEs เผชิญกับการแข่งขันที่ไม่เป็นรรรม ทั้งจากสินค้านำเข้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐานและอำนาจต่อรองของธุรกิจขนาดใหญ่
เช่น การถูกลอกเลียนแบบสินค้า การถูกยืดเครดิตเทอมเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และการผูกขาดในตลาดจากการควบรวมกิจการ
นอกจากนี้ ต้นทุนการทำธุรกิจยังสูงจากกฎระเบียบและคอร์รัปชัน ขณะที่ระบบนิเวศในการสนับสนุนผู้ประกอบการกระจัดกระจาย มีหน่วยงานหลักเกี่ยวข้องถึง 15 หน่วยงาน แต่ละหน่วยงานมี KPIs ของตนเอง การเข้าถึงเงินทุนยังเป็นข้อจำกัดสำคัญในการเริ่มต้นธุรกิจและ เติบใหญ่ของธุรกิจขนาดเล็ก เทคโนโลยีและการวิจัยพัฒนาไม่ทันประเทศคู่แข่ง
นอกจากนี้ เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีขนาดใหญ่ ธุรกิจไทยประมาณ 78% ของธุรกิจทั้งหมด อยู่นอกระบบ โดยธุรกิจและบุคคลรรรมดาที่ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มมีจำนวนเพียง 7 แสนกว่าราย จากจํานวนธุรกิจทั้งหมด 3.27 ล้านกว่าราย ขณะที่แรงงานกว่า 50% เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระและแรงงานภาคเกษตรซึ่งอยู่นอกระบบ โดยผู้ที่เสียภาษีเงินได้ฯ มีสัดส่วนเพียง 10% ของ กำลังแรงงานทั้งหมด สะท้อนว่าประโยชน์จากการอยู่ในระบบไม่คุ้มกับต้นทุนที่ต้องจ่าย

ภาคประชาชน คุณภาพแรงงานไทยไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ แม้การลงทุนด้านการศึกษาประมาณ 8 แสนล้านบาทต่อปี (5% ของ GDP ใกล้เคียงกับ OECD) แต่คุณภาพลดลง อย่างต่อเนื่อง คะแนน PISA (มาตรฐานวัดคุณภาพการศึกษาสากล) ลดลงต่อเนื่องจนอยู่ระดับต่ำสุดในทุกวิชาในช่วงกว่าสองทศวรรษและต่ำกว่าเพื่อนบ้าน คะแนน ONET (มาตรฐานวัด คุณภาพการศึกษาของไทย) ลดลง ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังสูง นักเรียนในกรุงเทพฯ ทำคะแนนสูงกว่าจังหวัดอื่นในทุกวิชา
ขณะที่การพัฒนาทักษะตลอดชีวิตยังไม่เข้มแข็ง แรงงาน ไม่สามารถ upskill หรือ reskill ทักษะใหม่ อีกทั้ง 'สมองไหล' ทำให้คนเก่งและคนรุ่นใหม่เลือกที่ จะย้ายไปต่างประเทศ ขณะที่ระบบดึงดูด talent จากต่างประเทศยังไม่มีกำลังพอ
ภาครัฐ การเมืองมีความไม่แน่นอนสูง ระบบราชการปรับตัวช้า เป็นคอขวดสำคัญต่อการสร้างบรรยากาศการลงทุน (investment climate) ที่มีพลังประสิทธิภาพภาครัฐทั้งในด้านกรอบ การบริหารและกฎหมายธุรกิจในระยะหลังมีอันดับแย่ลงต่อเนื่อง 10 กฎระเบียบมีจำนวนมากซ้ำซ้อนและล้าสมัย และคอร์รัปชันฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจไทย
นโยบายเศรษฐกิจส่วนใหญ่เน้นการอุดหนุนแบบไม่มีเงื่อนไขและหวังผลระยะสั้น เช่น มาตรการเงินโอน และการดูแลราคาสินค้า โดยคิดเป็น 1 ใน 5 ของงบประมาณด้านเศรษฐกิจในปี 2567 ซึ่งนอกจากจะสร้างความเคยชินแล้วยังบิดเบือนแรงจูงใจในการพัฒนาศักยภาพ นอกจากนี้ การเมืองไทยขาดเสถียรภาพ ทําให้นโยบายอุตสาหกรรมและการค้าขาดทิศทางที่ชัดเจน

ภาคการเงิน ไม่สนับสนุนการสร้างพลวัตทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ อีกทั้งมีส่วนที่พึ่งพาหนี้นอกระบบซึ่งดอกเบี้ยสูง จึงเป็นข้อจำกัดต่อการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชนใหม่
ขณะที่การปล่อยกู้ของรนาคารส่วนใหญ่พึ่งพาหลักประกัน การปล่อยสินเชื่อแก่ SMEs และผู้ประกอบการ ขนาดเล็กมีต้นทุนสูงทั้งจากการตรวจสอบข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์และต้นทุนความเสี่ยงที่สูงกว่า ลูกค้ารายใหญ่โดยเปรียบเทียบ จึงทําให้ SMEs ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้เต็มที่
สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ยังไม่สามารถทําหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในการปิดช่องว่าง ของระบบการเงิน ด้านระบบนิเวศของตลาดทุนสำหรับการลงทุนเสี่ยง เช่น venture capital และ crowdfunding ยังไม่พัฒนาเพียงพอ ไม่เอื้อต่อการสร้างธุรกิจใหม่และนวัตกรรม
โดยสรุป ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งสี่มิติต่างเชื่อมโยงกันจนกลายเป็นโซ่ตรวนฉุดรั้งศักยภาพ ของประเทศ หากไม่ร่วมกันปรับโครงสร้างเหล่านี้อย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยเสี่ยงที่จะติดอยู่ใน ภาวะ 'โตช้า แข่งขันไม่ได้ และเหลื่อมล้ำ' ที่ยืดเยื้อ ดังนั้น การยกระดับผลิตภาพในทุกภาคส่วน จึงเป็นความจําเป็นเร่งด่วน เพื่อสร้างพลวัตใหม่และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกลับสู่เส้นทาง การเติบโตที่ยั่งยืน
กรอบการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
การปรับภูมิทัศน์ทางการค้าของสหรัฐฯ ในฐานะตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย ส่งผลกระทบ ต่อการส่งออกสินค้าและภาคการผลิต ทำให้ภาครัฐต้องเร่งดำเนินมาตรการหลายด้าน อาทิ มาตรการเร่งด่วนเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศเพื่อลดผลกระทบของมาตรการภาษีของ สหรัฐฯ และ import flooding รวมถึงมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดที่ช่วยรองรับแรงกระแทกและ ประคองธุรกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน
อย่างไรก็ดี มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ไม่เพียงส่งผลกระทบระยะสั้นแต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว และเป็นเสมือนแว่นขยายที่ทำให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยชัดเจนขึ้น ในขณะเดียวกันช่วยสร้างความตระหนักรู้ให้กับทุกภาคส่วนในการร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศ
ปัญหาที่มีอยู่นั้นหากไม่เร่งแก้ไข จะยิ่งสะสมและแก้ได้ยากขึ้น ความสามารถในการรองรับแรงกระแทกของเศรษฐกิจไทยจะยิ่งลดลง
การตอบโจทย์ระยะยาวและแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยมาตรการที่สนับสนุนการปรับตัวของ ทุกภาคส่วนและกลไกขจัดอุปสรรคที่สำคัญของการดำเนินธุรกิจ
การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยไม่อาจล่าช้าได้อีกต่อไป ศักยภาพของเศรษฐกิจไทย ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวและการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ซึ่งจําเป็นต้องเริ่มดำเนินการโดยเร่งด่วนและผลักดันอย่างต่อเนื่อง
กระบวนการทํางานที่สร้างผลสัมฤทธิ์: A Template for Change
หัวใจสำคัญของการปรับตัวที่ได้ผลสัมฤทธิ์ คือ กรอบกระบวนการทำงานที่เกิดจาก ความร่วมมือและการสอดประสานงานกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่แนวทาง การตอบโจทย์เศรษฐกิจที่ปฏิบัติได้จริงและยั่งยืน โดยภาคเอกชนเป็นหัวหอกหลักใน การปรับตัว แสวงหาโอกาสใหม่ ๆ และสร้างนวัตกรรม เนื่องจากภาคธุรกิจเป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจและทิศทางของธุรกิจในระยะข้างหน้า
นอกจากนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ ควรช่วยสนับสนุนธุรกิจ SMEs ที่เป็นสันหลังของเศรษฐกิจผ่านการถ่ายทอดความรู้ ด้านการเงิน การตลาด และเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
สําหรับภาคการเงินมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดสรรทรัพยากรให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นและได้รับต้นทุนที่สอดคล้องกับความเสี่ยง ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีในระบบการเงิน หรือกลไกที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิต เช่น การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเงินในการรับบริการ ทางการเงิน (Open data) และกลไกการค้ำประกันเครดิตผ่าน National Credit Guarantee Agency (NaCGA)
ขณะที่ภาครัฐมีหน้าที่สำคัญยิ่งในการสนับสนุนและเสริมสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการประกอบธุรกิจ โดยช่วยลดขั้นตอนและลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจ ผ่านการแก้กฎระเบียบของภาครัฐให้เป็น enabling regulations และการปรับปรุงบริการภาครัฐให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
กรอบกระบวนการทำงานที่เกิดจาก ความร่วมมือและการสอดประสานงานกันของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่แนวทาง การตอบโจทย์เศรษฐกิจที่ปฏิบัติได้จริงและยั่งยืน
รวมถึงการขจัดปัญหาคอร์รัปชัน การเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ที่จําเป็นสําหรับภาคเอกชนในการต่อยอด ตลอดจนการสร้าง incentive ให้ภาคธุรกิจอย่าง เหมาะสม เช่น มาตรการภาษี และสิทธิประโยชน์ของสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทั้งนี้ กระบวนการทํางานที่สร้างผลสัมฤทธิ์มีขั้นตอนหลักคือ
การระบุอุปสรรคและความท้าทาย และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยตั้งต้นจากเป้าหมายการสร้างมูลค่า เศรษฐกิจและการจ้างงาน จากมุมมองของภาคธุรกิจ
เนื่องจากภาคเอกชนเป็นผู้เผชิญปัญหาในแต่ละข้อต่อ จึงควรเป็นหลักในการระบุปัญหา แนวทางการปรับตัวทางธุรกิจที่จะทำให้ไปต่อได้ และสิ่งที่ต้องการได้รับการสนับสนุนจากภาคการเงินและภาครัฐเพื่อการปรับตัว ขณะที่ภาคการเงินและภาครัฐมีส่วนช่วยในการให้ข้อมูลและเสนอแนะแนวทางที่เป็นประโยชน์แก่ภาคธุรกิจในการปลดล็อกข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่อนําไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
ในการนี้ จึงควรสร้างเวทีที่ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาคเอกชนสามารถ หยิบยกปัญหาเสนอแนวทางแก้ไข และกำหนดเป้าหมายร่วมกับภาครัฐได้ (crowd-sourced solution platform) โดยภาคเอกชนและภาครัฐต้องมีส่วนร่วมในการพิจารณาแนวทางแก้ไขผ่านการพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบต่อเนื่อง เพื่อให้มองปัญหาอย่างรอบด้าน และร่วมมือกันผลักดันและขับเคลื่อนการดำเนินการของแต่ละภาคส่วนไปพร้อม ๆ กัน เพื่อปลดล็อกในแต่ละข้อต่อแบบ end-to-end โดยควรให้ความสำคัญกับ ข้อต่อที่ต้องอาศัยความร่วมมือของหลายภาคส่วนหรือหน่วยงาน เนื่องจากเป็นจุดที่มีโอกาสเกิด coordination failure ได้ง่าย จึงต้องอาศัย การประสานงานและร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ ทุกภาคส่วน ควรมีบทบาทในการติดตามและประเมินผลจนการดำเนินการสําเร็จได้ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
