เวียดนามพลิกเกมอุตสาหกรรม: โฮจิมินห์ซิตี้สู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีอาเซียน

เวียดนามพลิกเกมอุตสาหกรรม: โฮจิมินห์ซิตี้สู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีอาเซียน

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

เวียดนามเดินหมากใหญ่ รีเซ็ตโครงสร้างนิคมอุตสาหกรรมโฮจิมินห์สู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีชั้นสูง ดึงทุนระดับโลก สร้างระบบเศรษฐกิจคาดการณ์ได้ พร้อมท้าทายความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในทศวรรษใหม่

ในเวลาไม่กี่ปี เวียดนามจากผู้ตามเศรษฐกิจอาเซียนกำลังก้าวสู่ชาติที่กำหนดแบบแผนการผลิตใหม่ของภูมิภาคอย่างทะเยอทะยานที่สุด ไม่ใช่ด้วยการผลิตเสื้อผ้าหรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ราคาถูก หากเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยีก้าวหน้า ปัญญาประดิษฐ์ ชิปเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

จุดศูนย์กลางของปรากฏการณ์นี้อยู่ที่ นครโฮจิมินห์ เมืองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งกำลังถูกรีเซ็ตทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และเชิงอุตสาหกรรม ผ่านการควบรวมพื้นที่การปกครองกับจังหวัดบิ่นห์เยืองและบ่าเหรี่ยะ–หวุงเต่า เพื่อยกระดับอำนาจการบริหาร จัดสรรที่ดิน และวางผังเมืองให้สอดรับกับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมระลอกใหม่

ตามข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ การปรับโครงสร้างครั้งนี้คือความพยายามสร้างสถาปัตยกรรมเศรษฐกิจใหม่ที่ผลักดันให้เมืองกลายเป็น แกนกลางของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ และเป็นหัวใจของห่วงโซ่อุปทานอาเซียน

แผนใหญ่ 2050: เปลี่ยนเมืองให้เป็นระบบอุตสาหกรรมแบบบูรณาการ

ข้อมูลจากสำนักงานฯ ระบุว่า ปัจจุบันนครโฮจิมินห์มีนิคมอุตสาหกรรมและเขตส่งออกจำนวน 66 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 27,000 เฮกตาร์ เป้าหมายในอีก 25 ปีข้างหน้าคือการผลักดันให้ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มเป็น 105 แห่ง บนพื้นที่กว่า 49,000 เฮกตาร์ ซึ่งเทียบเท่ากับการขยายตัวเชิงพื้นที่ถึงเกือบ สองเท่า

แต่จำนวนไม่ใช่จุดสำคัญ สาระที่แท้จริงคือการ “ยกระดับประเภทของอุตสาหกรรมที่เข้ามา” จากภาคการผลิตแบบใช้แรงงานสู่ภาคเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเมืองกำลังดึงดูดการลงทุนในสาขา:

  • ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
  • ชิปเซมิคอนดักเตอร์
  • เทคโนโลยีชีวภาพ
  • เมืองอัจฉริยะ
  • เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ
  • การผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing)

เป้าหมายในช่วงปี 2568–2573 คือการดึงดูดเงินลงทุนกว่า 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยอัตราการลงทุนเฉลี่ย 8–10 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเฮกตาร์ และตั้งเป้าอัตราเบิกจ่ายโครงการไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 70 ความทะเยอทะยานนี้สะท้อนว่า เวียดนามไม่ได้ต้องการเป็น “โรงงานของอาเซียน” หากต้องการเป็น แพลตฟอร์มเทคโนโลยีของโลกตะวันออก

ภูมิรัฐศาสตร์แห่งการผลิต: เวียดนามคือผู้รับประโยชน์จากความไม่แน่นอนของโลก

การปรับยุทธศาสตร์ของโฮจิมินห์เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ระบบการค้าโลกอยู่ในสภาวะปั่นป่วน:

  • สงครามการค้า
  • นโยบายภาษีสหรัฐ
  • ความตึงเครียดจีน–ตะวันตก
  • การกระจายห่วงโซ่อุปทานแบบไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง

ข้อมูลจากสำนักงานฯ ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะต่อจีน คือแรงผลักสำคัญที่ทำให้บริษัทข้ามชาติมองหา “ฐานการผลิตสำรอง” และเวียดนามกำลังขึ้นเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลัก

แรงงานที่แข่งขันได้เพียงไม่กี่ประเทศ การเปิดตลาดเสรีกับมหาอำนาจหลายชาติ และความพร้อมด้านพื้นที่อุตสาหกรรม ทำให้เวียดนามกลายเป็น จุดเชื่อมใหม่ของห่วงโซ่อุปทานโลก ตัวอย่างเช่น นิคมอุตสาหกรรมเฮียบเฟือก ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากนักลงทุน:

  • เกาหลีใต้
  • ญี่ปุ่น
  • จีน
  • ไต้หวัน

โดยนักลงทุนเหล่านี้มองหาโซลูชันที่รองรับ:

  • เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
  • เศรษฐกิจหมุนเวียน
  • Net Zero 2050

ในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ความยั่งยืนไม่ใช่ภาพลักษณ์ แต่เป็นกลยุทธ์ และเวียดนามกำลังเล่นเกมนี้อย่างจริงจัง

 ความเสี่ยงเชิงกฎหมาย: จุดอ่อนที่อาจกลายเป็น “อุปสรรคเชิงระบบ”

แม้เวียดนามสร้างโมเมนตัมการเติบโตอย่างโดดเด่น แต่รายงานของสำนักงานฯ เตือนถึง “จุดเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในด้านกฎหมายและกระบวนการอนุมัติ ผู้ประกอบการในเวียดนามกำลังเผชิญกับความท้าทาย ได้แก่:

  • การเข้าถึงที่ดินและการเวนคืน
  • ขั้นตอนการอนุมัติที่ซับซ้อน
  • ความล่าช้าของการจัดสรรพื้นที่
  • ความไม่สอดคล้องในการตีความกฎหมาย
  • ภาระค่าใช้จ่ายในช่วงรอโครงการ

ความล่าช้าเหล่านี้ทำให้เกิด project waiting cost ที่สูงขึ้น และสร้างความไม่แน่นอนเชิงธุรกิจ ซึ่งอาจบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เวียดนามสามารถสร้างเมืองใหม่ได้เร็ว แต่ต้องทำให้ระบบราชการ “อัปเกรดทันเวลา”

ตอบโจทย์การลงทุนด้วย One-stop Service และการเร่งเคลียร์ปัญหาค้าง

เพื่อลดความเสี่ยงของนักลงทุน โฮจิมินห์กำลังปรับระบบการอนุมัติแบบ One-stop Service โดยให้อำนาจสำนักงานเมืองและคณะกรรมการ HEPZA เป็นกลไกหลักในการอนุมัติ ข้อมูลจากสำนักงานฯ ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี เมืองสามารถแก้ไขโครงการค้างคาได้ 670 จาก 838 โครงการ หรือ ร้อยละ 80 ซึ่งถือเป็น “สัญญาณความตั้งใจเชิงสถาบัน” ที่พบไม่บ่อยในระบบราชการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความโปร่งใสลดความเสี่ยงความแน่นอนเพิ่มความเชื่อมั่น และความเร็วคือความได้เปรียบ

 เปลี่ยนฐานเศรษฐกิจ: จากแรงงานราคาถูกสู่เทคโนโลยีมูลค่าสูง

แผนพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของเมืองช่วงปี 2568–2573 ไม่ได้มุ่งเน้นการขยายพื้นที่อย่างเดียว แต่กำลังเปลี่ยน DNA ของการผลิตภายในประเทศ เป้าหมายคือ:

  • อุตสาหกรรมเทคโนโลยีก้าวหน้า
  • อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ
  • Value-added manufacturing
  • และเศรษฐกิจฐานความรู้

รายงานสำนักงานฯ วิเคราะห์ว่า แนวโน้มนี้สร้างโอกาสให้กับธุรกิจในหลายสาขา เช่น

  • เทคโนโลยีขั้นกลาง–ปลาย
  • ระบบอัตโนมัติ
  • โลจิสติกส์
  • พลังงานประสิทธิภาพสูง
  • บริการบำรุงรักษาเครื่องจักร

และโดยเฉพาะ เครือข่ายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์, AI และเทคโนโลยีชีวภาพ ประเทศที่เคยเป็น “โรงงานของคนอื่น” กำลังพยายามเป็น “แพลตฟอร์มของเทคโนโลยีโลก”

 ผู้ประกอบการไทย: โอกาสใหญ่ แต่เดิมพันสูง

สำนักงานฯ ระบุว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่แข่งขันด้วยต้นทุน เช่น ชิ้นส่วนและวัตถุดิบ เวียดนามอาจ:

  • แย่งฐานผลิต
  • แย่งนักลงทุน
  • แย่งออเดอร์ระยะยาว

แต่ในทางกลับกัน ไทยยังมีช่องทางเข้าสู่เกม ผ่าน:

  • การร่วมทุนกับผู้พัฒนานิคม
  • การเช่าพื้นที่ในโครงการใหม่
  • การเข้าระบบซัพพลายเชนเทคโนโลยี
  • การให้บริการด้านโลจิสติกส์และอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม สำนักงานฯ เตือนว่า ผู้ประกอบการไทยต้องจัดการความเสี่ยงทางกฎหมายอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะ:

  • การตรวจสอบสถานะที่ดิน
  • การใช้สัญญามาตรฐาน
  • การกำหนด protective clauses
  • และการจัดทำประกันความเสี่ยง

เวียดนามเป็นโอกาสแต่เวียดนามไม่ใช่ตลาดที่เล่นได้ด้วยความประมาท

เดิมพันระยะยาว: สร้างประเทศที่แข่งขันด้วย “ระบบ” ไม่ใช่ “ราคา”

การเปลี่ยนแปลงในโฮจิมินห์คือภาพสะท้อนการขยับตัวเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศที่ต้องการหลุดพ้นจากการเป็นผู้ผลิตราคาถูก และก้าวสู่การเป็นผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจโลกแบบใหม่ โมเดลนี้ตั้งอยู่บน 4 เสาหลัก:

  1. โครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมระดับโลก
  2. ระบบกฎหมายที่โปร่งใสและคาดการณ์ได้
  3. เทคโนโลยีและการเพิ่มมูลค่า
  4. ความยั่งยืนเชิงสิ่งแวดล้อม

เวียดนามไม่ได้แข่งขันเพื่อ “ขายสินค้า” แต่แข่งขันเพื่อ ขายความสามารถของระบบเศรษฐกิจ และในโลกที่อุตสาหกรรมถูกขับเคลื่อนด้วย AI ชิป และพลังงานสะอาด ประเทศที่สร้าง “ระบบที่รองรับอนาคตได้ก่อน” คือผู้ชนะ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เพิ่มศักนภาพ SMEs ด้วย GenAI

เพิ่มศักนภาพ SMEs ด้วย GenAI

14 เมษายน 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

Generative AI (GenAI) กำลังเพิ่มศักยภาพให้ธุรกิจขนาดเล็ก (SME) โดยช่วยลดต้นทุนและสร้างโอกาสใหม่ๆ เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้สร้างสรรค์เนื้อหาทางการตลาดคุณภาพสูง เช่น โฆษณา, ข้อความ, รูปภาพ, เพลง และวิดีโอ ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าวิธีดั้งเดิม นอกจากนี้ GenAI ยังช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้าและตลาด ทำให้ SME เข้าถึงเครื่องมือและข้อมูลที่เคยจำกัดอยู่เฉพาะในบริษัทขนาดใหญ่ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

กฎหมายสำหรับครูอาจารย์ วิสัยทัศน์ด้านการศึกษาระยะยาวของเวียดนาม

กฎหมายสำหรับครูอาจารย์ วิสัยทัศน์ด้านการศึกษาระยะยาวของเวียดนาม

27 มิถุนายน 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

กฎหมายสำหรับครูอาจารย์ที่ได้รับการอนุมัติในการประชุมสภาแห่งชาติครั้งที่ 9 สมัยที่ 15 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนไม่เพียงแต่เป็นความก้าวหน้าของกระบวนการปรับปรุงระเบียบกลไกเท่านั้น หากยังเป็นการยืนยันว่า การศึกษายังคงเป็นด้านที่เวียดนามให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆในยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนและการผสมผสานเข้ากับกระแสโลก

AI เครื่องเดิม ศักยภาพใหม่: จากนักศึกษาฝีกงานดาวรุ่ง สู่สุดยอดกูรูในทีมคุณ

AI เครื่องเดิม ศักยภาพใหม่: จากนักศึกษาฝีกงานดาวรุ่ง สู่สุดยอดกูรูในทีมคุณ

8 มีนาคม 2569

พลีธรรม ตริยะเกษม / บรรณาธิการ

บทความนี้ชวนผู้ประกอบการอัปเกรดการใช้ AI จาก “เด็กฝึกงาน” ที่ทำงานเอกสารและงานจิปาถะ ไปสู่ผู้ช่วยวางกลยุทธ์การตลาดระดับ Philip Kotler ด้วยเทคนิคการเขียนพรอมป์ต์ง่ายๆ ที่เจ้าของธุรกิจทุกคนเรียนรู้และเอาไปใช้ได้ทันที