
ผลกระทบจากอัตราค่าขนส่งทางทะเลแดงและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ต่ออุตสาหกรรมตู้คอนเทนเนอร์และ SMEs ไทย
8 มิถุนายน 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
-
ความตึงเครียดในทะเลแดงทำให้ค่าระวางเรือและต้นทุนโลจิสติกส์ทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น
-
SMEs ไทยได้รับผลกระทบหนักจากต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น
-
ภาครัฐและ Maersk กำลังรับมือด้วยมาตรการช่วยเหลือและการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าปลายทาง
สถานการณ์ความตึงเครียดในทะเลแดงและตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเลทั่วโลก ดันค่าระวางเรือและต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งสูงขึ้นเป็นลูกโซ่ถึงไทย ทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs ไทย เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนการดำเนินธุรกิจอย่างหนัก ทั้งค่าพลังงานและวัตถุดิบ กระทรวงพาณิชย์ และ ธนาคารแห่งประเทศไทย เร่งหามาตรการช่วยเหลือ ขณะที่บริษัทเดินเรือรายใหญ่อย่าง Maersk เริ่มส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสู่ลูกค้า คาดราคาสินค้าปลายทางปรับขึ้น กระทบกำลังซื้อและเศรษฐกิจโดยรวม
สถานการณ์ความตึงเครียดในเส้นทางทะเลแดงและภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เขย่าอุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเลทั่วโลกอย่างหนัก ส่งผลให้ค่าระวางเรือ โดยเฉพาะตู้คอนเทนเนอร์ประเภทต่างๆ พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แรงกระเพื่อมนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เส้นทางเดินเรือหลักเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการขนส่งสินค้าทั่วโลก
ผลกระทบจากวิกฤตดังกล่าวได้ส่งผ่านเป็นลูกโซ่มาถึงภาคเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในด้านต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทบไปถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ปัจจัยสี่ และภาคการเกษตรที่ต้องเผชิญกับปัญหาราคาปุ๋ยและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้กำลังซื้อจากต่างประเทศมีแนวโน้มลดลง สร้างความท้าทายให้กับผู้ประกอบการไทยในหลายภาคส่วน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ไทย กำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงจากราคาพลังงานและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายกิจการอยู่ในภาวะเปราะบาง กระทรวงพาณิชย์ ตระหนักถึงปัญหานี้และได้ริเริ่มโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” เพื่อบรรเทาผลกระทบ ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังก็กำลังเผชิญกับโจทย์สำคัญในการประคอง SMEs ที่ใกล้จะล้มละลาย ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์
ในระดับโลก บริษัทเดินเรือและโลจิสติกส์รายใหญ่อย่าง Maersk ได้ออกมาเตือนถึงผลกระทบที่อาจรุนแรงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี และเตรียมส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ให้กับลูกค้า ทำให้ราคาสินค้าปลายทางมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและธุรกิจอื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทานเป็นลำดับถัดไป
แม้จะมีความท้าทาย แต่ภาคการส่งออกของไทยก็เริ่มมีการปรับตัว โดยเฉพาะการส่งออกไปยังตะวันออกกลางที่มีการปรับรูปแบบการขนส่งเพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางทะเลแดง ทำให้การส่งออกในบางส่วนมีการฟื้นตัวเล็กน้อยจากการหาเส้นทางและวิธีการขนส่งใหม่ๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ยังคงเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับความยืดหยุ่นและการปรับตัวของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่ต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนและต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและมาตรการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเพื่อประคองให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้






