
แฟชั่นยั่งยืน: โอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย เมื่อโลกเปลี่ยนกฎ
9 มิถุนายน 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
สรุปประเด็น
- EU บังคับใช้กฎหมาย ESPR กำหนดมาตรฐานความยั่งยืนตลอดวงจรชีวิตสินค้า ผู้ผลิตสิ่งทอที่ส่งออกไปยุโรปต้องปรับกระบวนการผลิตและพิสูจน์ความยั่งยืนได้จริง
- ไทยมีฐานการผลิตแข็งแกร่งกว่า 2,609 โรงงาน แต่ยังเผชิญอุปสรรคด้านวัตถุดิบรีไซเคิลและเทคโนโลยีสิ่งทอ แบรนด์อย่าง Greyhound และ PIPATCHARA เริ่มนำร่องปรับตัวสู่ Circular Fashion แล้ว
- ภาครัฐหนุน 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ Thailand Textile Tag, Digital Product Passport, การเจรจาเปิดตลาดใหม่ และ Business Matching กับผู้นำเข้ายุโรป เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยคว้าโอกาสจากกติกาใหม่ของโลก
โลกแฟชั่นกำลังถูกเขย่าจากรากฐาน
อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่จากทั้งผู้บริโภคและกฎระเบียบสากล การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน พฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม และนโยบายภาครัฐในตลาดหลัก กำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างถาวร
แบรนด์ระดับโลกอย่าง Patagonia, Adidas, H&M และ Stella McCartney ต่างหันมาใช้ "เส้นใยรีไซเคิล" โดยเฉพาะ rPET (เส้นใยโพลีเอสเตอร์จากขวดพลาสติกรีไซเคิล) เป็นวัตถุดิบหลัก รวมถึงนวัตกรรมใหม่อย่าง Airocel (ใยแก้วระดับโลกา), Econyl (ไนลอนจากขยะทะเล) รวมถึง ผ้าย้อมจากพืช ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุค Green Premium
ตลาดส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทย ปี 2568
แม้จะเผชิญความท้าทาย ไทยยังคงรักษาฐานส่งออกเครื่องนุ่งห่มได้อย่างมั่นคง โดยตลาดหลัก 3 อันดับแรก ได้แก่
-
ประเทศอื่นๆ รวมกัน — 2,318.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (47.0%)
-
สหรัฐอเมริกา — 931.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (42.0%)
-
ญี่ปุ่น — 296.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจุบันมี โรงงานสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในไทยกว่า 2,609 แห่ง ที่พร้อมรองรับการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลก
มาตรฐานใหม่ที่ต้องรู้: ESPR และ Circular Economy
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดคือกฎหมาย Ecodesign for Sustainable Products Regulation (ESPR) ของสหภาพยุโรป ที่วางมาตรฐานใหม่ครอบคลุมทั้งวงจรชีวิตสินค้าแฟชั่น โดยในปี 2568 การส่งออกเสื้อผ้าจากไทยไปสหภาพยุโรปมีมูลค่า 438.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 18.9% จากปีก่อนหน้า แต่กฎ ESPR จะเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคสำหรับผู้ผลิตไทยในเวลาเดียวกัน
แบรนด์อย่าง Greyhound ในไทยได้เริ่มปรับแล้ว ด้วยการรับรองมาตรฐาน GRS (Global Recycled Standard) และ Green Label รวมถึง PIPATCHARA แบรนด์ไทยที่ได้รับความสำเร็จในตลาดสากลด้วยแนวคิด Circular Fashion
4 อุปสรรคสำคัญที่ต้องฝ่าให้ได้
1. ความไม่แน่นอนของอุปทานวัตถุดิบรีไซเคิล เนื่องจากขึ้นอยู่กับปริมาณขยะที่รวบรวมได้ในประเทศ ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรม
2. ความข้อจำกัดของเทคโนโลยีการรีไซเคิลสิ่งทอ ปัจจุบันเทคโนโลยียังจัดการเสื้อผ้าที่มีส่วนผสมหลายชนิดได้ไม่ดีพอ
3. ความต้องการการสนับสนุนทั้งในด้านนโยบายและมาตรฐาน เพื่อให้ผู้ผลิตไทยเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตแบบยั่งยืนได้จริง
4. การสื่อสารกับผู้บริโภค ผู้บริโภคต้องเข้าใจว่าสินค้าที่ราคาสูงขึ้นนั้นมีที่มาจากวัตถุดิบและกระบวนการที่ดีกว่าอย่างไร
4 มาตรการที่ภาครัฐไทยขับเคลื่อน
กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังผลักดันแนวทางรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ใน 4 ด้าน:
01 — ผลักดัน Thailand Textile Tag ฉลากรับรองกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องนุ่งห่มไทยที่มีความยั่งยืน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มมูลค่าสินค้าในตลาดต่างประเทศ
02 — เร่งการเจรจาการค้า เพื่อเปิดตลาดใหม่สำหรับสินค้าเครื่องนุ่งห่มยั่งยืนของไทยในตลาดที่ต้องการสินค้าคุณภาพสูง
03 — สนับสนุน Digital Traceability ผ่านเครื่องมืออย่าง Digital Product Passport ที่ให้ผู้บริโภคสแกน QR Code ตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
04 — การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยที่พร้อมเข้าสู่ตลาดยุโรปกับผู้นำเข้าและแบรนด์ในยุโรปที่ต้องการซัพพลายเออร์ที่ตอบโจทย์มาตรฐาน ESPR
มุมมองนักธุรกิจ: ปรับก่อน ได้เปรียบก่อน
กฎระเบียบด้านความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของ "จะทำหรือไม่ทำ" อีกต่อไป แต่กลายเป็น เงื่อนไขในการเข้าตลาด ผู้ผลิตไทยที่ปรับตัวได้เร็ว ทั้งด้านวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และการรับรองมาตรฐาน จะได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ
โอกาสที่ชัดเจนอยู่ที่การเป็น OEM ยั่งยืน สำหรับแบรนด์ยุโรปที่ต้องการฐานการผลิตนอกประเทศที่ผ่านมาตรฐาน ESPR รวมถึงการพัฒนาแบรนด์ไทยเองในตลาดระดับบน ที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายราคาสูงขึ้นสำหรับสินค้าที่มีความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
ที่มา: วารสาร สนค. ฉบับที่ 178 — Next Move: แฟชั่นยั่งยืน เมื่อโลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับเพื่อเปิดโอกาสใหม่






